หลังจากเคยพาเยาวราชไปอยู่ในสายตาคนทั่วโลกผ่าน ROCKSTAR ครั้งนี้ LISA กลับมาใช้กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวอีกครั้งใน MV SaWaDiKa ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 โดยหยิบองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกับไทย ทั้งรถตุ๊กตุ๊ก มวยไทย การไหว้ แฟชั่น และพื้นที่จริงในกรุงเทพฯ มาผสมกับภาพแบบ Global Pop ได้อย่างน่าสนใจ
ข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับการถ่ายทำระบุว่า MV ใช้พื้นที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง), Dib Bangkok, อาคารหอพักหญิงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เดิมในซอยงามดูพลี, ถนนเฉลิมเขต 1 รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ โดยการถ่ายทำเกิดขึ้นช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 และมีทีมงานชาวไทยร่วมงานมากกว่า 100 คน
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่คำถามว่า ‘MV SaWaDiKa ถ่ายที่ไหน’ แต่คือวิธีที่สถานที่เหล่านี้ถูกนำมาเล่าใหม่ จนบางมุมของกรุงเทพฯ ที่คุ้นเคยดูเหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่ง

สถานีรถไฟหัวลำโพง จากภาพจำเดิม สู่ความอินเตอร์ระดับโกลเบิล
หนึ่งในโลเคชันที่เห็นชัดที่สุดใน SaWaDiKa คือ สถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง อาคารอายุกว่าศตวรรษที่เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 และเคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเดินทางด้วยรถไฟของประเทศ
แต่ใน MV ภาพจำของหัวลำโพงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็น ‘สถานีรถไฟเก่า’ เพราะพื้นที่ภายในถูกใช้เป็นฉากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นโถงหลัก บริเวณรอชานชาลาที่ 1 พื้นที่ระหว่างชานชาลา 4 และ 5 รวมถึงทางออกใกล้ห้องโทรพิมพ์
เส้นโค้งของหลังคา พื้นที่กว้าง และสถาปัตยกรรมที่มีรายละเอียดแบบยุโรป เมื่อมาเจอกับแฟชั่น ท่าเต้น และโปรดักชันร่วมสมัย ทำให้หัวลำโพงดูไม่เหมือนฉากย้อนยุค แต่กลายเป็นภาพของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งอดีตและปัจจุบันอยู่ในเฟรมเดียวกัน นี่อาจเป็นอีกเหตุผลที่อาคารเก่าไม่จำเป็นต้อง เก่า ในสายตาคนรุ่นใหม่ หากเราเปลี่ยนวิธีมองและวิธีเล่าเรื่องของพื้นที่นั้น

Dib Bangkok จุดเช็กอินสายฮิป ติดเทรนด์
จากสถานีเก่าแก่ ตัดภาพมาอีกด้านของกรุงเทพฯ ที่ Dib Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยในย่านคลองเตย ซึ่งใช้โกดังเหล็กจากยุค 1980s มาปรับใหม่โดย Kulapat Yantrasast แห่ง WHY Architecture ร่วมกับ A49 โดยยังเก็บโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมไว้ ก่อนผสมเข้ากับพื้นที่จัดแสดงแบบร่วมสมัย
ใน SaWaDiKa มีการใช้หลายจุดของ Dib Bangkok เป็นฉาก ทั้งบริเวณบันไดวน งาน Pars pro Toto ของ Alicja Kwade และบริเวณบันไดที่นำขึ้นไปสู่งาน Straight Up ของ James Turrell ความน่าสนใจของโลเคชันนี้คือการมีสถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของภาพ ไม่ใช่เพียงฉากหลัง ผิวคอนกรีต เส้นสายของบันได แสง และพื้นที่ว่างทำงานร่วมกับตัวศิลปิน จนได้ภาพที่ดูมินิมัลแต่มีพลัง ต่างจากความคลาสสิกของหัวลำโพงอย่างชัดเจน
สำหรับคนที่อยากตามรอย MV ปัจจุบัน Dib Bangkok อยู่ที่ 111 ซอยสุขุมวิท 40 เขตคลองเตย และควรเช็กตารางเปิดให้บริการก่อนเดินทาง โดยช่วงวันที่ 15–25 กันยายน 2026 พิพิธภัณฑ์ปิดชั่วคราวเพื่อเตรียมนิทรรศการใหม่ และมีกำหนดเปิดอีกครั้งวันที่ 26 กันยายน

ซอยงามดูพลี–ถนนรองเมือง ซอยเล็ก ๆ ที่ถูกเลือกให้เป็นฉากใหญ่ใน MV
ถ้าแลนด์มาร์กใหญ่ทำให้เราจำเมืองได้ ซอยเล็ก ๆ ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองมีคาแรกเตอร์
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดคือ ซอยงามดูพลี ซึ่ง MV ใช้บริเวณอดีตหอพักหญิงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นฉาก มีการสร้างเวทีมวยด้านหน้าอาคาร และใช้พื้นที่ดาดฟ้าถ่ายฉากเต้นที่มองเห็นกรุงเทพฯ อยู่ด้านหลัง
อีกฝั่งคือ รองเมือง ย่านเก่าใกล้หัวลำโพงที่มีทั้งอาคารพาณิชย์และบรรยากาศเมืองแบบดั้งเดิม โดยในช่วงท้ายของ MV ยังเห็นป้าย “ถนนรองเมือง” อยู่ในเฟรม ซึ่งข้อมูลของเว็บไซต์รัฐบาลไทยระบุว่าภาพดังกล่าวถ่ายจากบริเวณพื้นที่รอชานชาลาที่ 1 ภายในสถานีกรุงเทพ
จุดเล็ก ๆ แบบนี้ทำให้ SaWaDiKa น่าสนใจกว่าการพาไปเช็กอินแลนด์มาร์ก เพราะมันกำลังบอกว่า Bangkok Aesthetic ไม่ได้มีสูตรเดียว ตึกเก่า ซอยธรรมดา ป้ายถนน พิพิธภัณฑ์ใหม่ หรือสถานีรถไฟอายุกว่าร้อยปี สามารถกลายเป็น Pop Culture ได้ทั้งหมด เมื่อถูกมองผ่านสายตาใหม่ และนั่นอาจเป็นเสน่ห์ที่สุดของการตามรอย SaWaDiKa ไม่ใช่แค่การไปยืนตรงจุดเดียวกับ LISA แต่คือการกลับมามองกรุงเทพฯ ที่คุ้นเคย แล้วพบว่าเมืองนี้ยังมีมุมให้ค้นพบอีกเยอะ