A Dream Of No Plastic Society : เมืองไร้พลาสติก

เคยนับกันไหมว่า ในหนึ่งวันเราสร้างขยะพลาสติกกันคนละกี่ชิ้น เริ่มจากถุงพลาสติก หลอดพลาสติก แก้วกาแฟ ถาดใส่อาหาร และพลาสติกใช้แล้วทิ้งอีกนับไม่ถ้วน เราหยิบฉวยพลาสติกมาใช้กันเพียงไม่กี่นาที แต่กลับสร้างขยะพลาสติกไว้บนโลกอีกไม่รู้กี่ร้อยปีกว่าจะย่อยสลาย และขยะพลาสติกจำนวนหลายล้านตันก็ไปรวมกันเป็นกองขยะขนาดมหึมา หรือไหลลงสู่ทะเลกลายเป็นแพขยะที่ครอบคลุมทั้งมหาสมุทร
.
พลาสติกกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ตามที่เราเห็นในข่าวเมื่อเดือนเมษายน วาฬสเปิร์มขึ้นมาเกยหาดและในท้องของมันเต็มไปด้วยขยะพลาสติก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาสัตว์ต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ เมื่อท้องทะเลเต็มไปด้วยขยะพลาสติกจากน้ำมือของพวกเรา
.
ทุกคนคงตระหนักถึงผลกระทบของการใช้พลาสติกแบบไม่คิด และการลดใช้พลาสติกกำลังเป็นประเด็นที่ทั้งโลกหันมาสนใจ ที่ผ่านมาเราอาจคิดว่าการปฏิเสธที่จะรับถุงพลาสติกเป็นเรื่องยาก เมื่อการใช้ชีวิตประจำวันหันไปทางไหนก็เจอพลาสติก แต่ถ้าเราคิดก่อนใช้สักนิด เมืองที่ไร้พลาสติกก็มีหวังเป็นไปได้

01 The Beginning of A Plastic World : พลาสติกเกิดขึ้นมาบนโลกได้อย่างไร ?
.
มนุษย์คิดค้นวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า “พลาสติก” ขึ้นมาทดแทนวัสดุธรรมชาติ มานานกว่า 100 กว่าปีแล้ว นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1863 โดย “จอห์น เวสลีย์ ไฮแอท” นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่ต้องการหาวัสดุมาทำลูกบิลเลียดแทนงาช้าง จุดเริ่มต้นของพลาสติกเกิดจากความบังเอิญ เมื่อเขาได้รับอุบัติเหตุจากของมีคมบาดมือขณะทำการผสมขี้เลื่อยกับกาว เขาจึงใส่แผลด้วยคอลอเดียน ยาสมานแผลซึ่งทำจากไนโตรเซลลูโลสละลายอยู่ในอีเธอร์และแอลกอฮอล์ เขาดันทำยาหกลงบนพื้นโต๊ะ เมื่อกลับมาดูอีกครั้งพบว่า ยาแห้งเป็นแผ่นเหนียวๆ ไนโตรเซลลูโลส จึงกลายเป็นพลาสติกสังเคราะห์ชนิดแรกของโลก
.
พลาสติกคือโพลีเมอร์ ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่เชื่อมต่อกันยาวกว่าวัสดุชนิดอื่นนับ 1,000 เท่า จึงมีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ยืดหยุ่น มีอายุการใช้งานนาน ทนแรงกระแทกได้ดี ไม่สลายตัวง่าย ทนกรดด่างและสารเคมีอื่นๆ ที่สำคัญยังมีน้ำหนักเบา จึงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยในประเทศไทยมีการเริ่มใช้พลาสติกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
.
แม้พลาสติกจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนวัสดุธรรมชาติ แต่รู้หรือเปล่าว่า ? วัตถุดิบสำคัญที่นำมาผลิตพลาสติกก็คือ ปิโตรเลียม หรือก๊าซธรรมชาติ ผ่านกระบวนการกลั่นออกมาเป็น ก๊าซเอทิลีน และเติมตัวเร่งปฏิกิริยาและสารเคมีจนกลายร่างเป็นแป้งฝุ่นเรียกกว่า โพลีเอทิลีน ละลายอยู่ในของเหลวชื่อ เฮ็กเซน แล้วจึงเปลี่ยนสถานะเป็นเม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น PE, PP, PS, และ PET จากนั้นจึงเอาเข้าเครื่องจักรเพื่อขึ้นรูป โดยหลอมละลายด้วยความร้อน ใส่สี และนำไปฉีดลงในแม่พิมพ์ หรือเป่าเป็นรูปร่างต่างๆ เช่น ขวดน้ำ ถาดใส่อาหาร ไปจนถึงชิ้นส่วนรถยนต์ หรือนำมารีดเป็นแผ่นบางๆ ทำถุงพลาสติก
02 Afterlife Of Plastic : วงจรชีวิตพลาสติก ใช้แล้วไปไหน ?
.
พลาสติกถูกแยกย้ายไปใช้งานตามหน้าที่ แต่จะมีสักกี่ชิ้นที่ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า เพราะส่วนใหญ่ก็ถูกใช้งานเพียงระยะสั้นๆ อย่างถุงพลาสติกที่เราใส่ของจากการช้อปปิ้งไม่ถึงชั่วโมงก็ถูกทิ้งลงถังขยะ ในประเทศไทย มีปริมาณขยะกว่า 73.26% ที่ยังถูกกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี โดยการฝังกลบที่แม้จะเป็นวิธีที่ง่าย แต่ก็ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนการเผาขยะพลาสติกก็ก่อให้เกิดมลภาวะและเป็นอันตรายอย่างมาก วิธีการแก้ปัญหาขยะพลาสติกที่ดีที่สุดคือ การรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
.
เมื่อขยะพลาสติกถูกบีบให้แบนและอัดให้เป็นก้อนใหญ่ๆ ขนขึ้นรถบรรทุกมาส่งที่โรงงานรีไซเคิล โรงงานก็จะแยกพลาสติกประเภท “เทอร์โมเซ็ตติง” ที่ไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้ คัดเฉพาะขยะพลาสติกประเภท “เทอร์โมพลาสติก” ซึ่งสามารถหลอมแล้วนำมาขึ้นรูปกลับมาใช้ใหม่ ได้แก่ PET, HDPE, PP, LDPE, PS และ PVC หลังจากนั้นจึงแยกพลาสติกแต่ละชนิดออกจากกัน โดยสังเกตได้จากสัญลักษณ์รีไซเคิลอยู่บนผลิตภัณฑ์นั้นๆ เมื่อทำการหลอมและฉีกเป็นพลาสติกชิ้นเล็กๆ ก็จะถูกส่งต่อไปขายให้โรงงานนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ คืนชีพพลาสติกให้กลับไปมีชีวิตใหม่ได้ไม่สิ้นสุด
.
แล้วพลาสติกที่ไม่ถูกกำจัดหรือนำกลับมาใช้ล่ะ ? พลาสติกหลายร้อยล้านตันจบชีวิตลงในบ่อขยะ ทับถมกันจนกองเป็นภูเขา ซึ่งขยะพลาสติกเหล่านี้อาจใช้เวลาถึงพันปีกว่าจะย่อยสลายไป น้ำฝนที่ไหลผ่านขยะพวกนี้จะดูดซับสารที่ละลายน้ำได้ ซึ่งสารพวกนี้บางชนิดเป็นพิษ ผสมกันเป็นซุปข้นๆ เรียกว่า “น้ำชะขยะ” ไหลลงสู่ดิน และแหล่งน้ำ เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์
.
แต่หากเจ้าขยะพลาสติกหลุดรอดลงแม่น้ำลำคลอง ไหลไปตามกระแสน้ำเอื่อยจนออกมหาสมุทร ลอยละล่องในท้องทะเลเป็นเวลาหลายเดือน กระทั่งถูกกลืนสู่วังน้ำวนขนาดยักษ์ที่บรรดาขยะมาจับกลุ่มกัน เป็นที่รู้จักในชื่อ “แพขยะแห่งแปซิฟิค” โดยกระแสน้ำในมหาสมุทรได้ดักจับ เศษซากพลาสติกเป็นล้านๆ ชิ้น ซึ่งนี่เป็นเพียง 1 ใน 5 ของแพขยะในมหาสมุทรต่างๆ ทั่วโลก สัตว์บางชนิดอย่างนกทะเล หลงคิดว่าพลาสติกสีสดใสเป็นอาหาร พลาสติกจึงเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ท้ายที่สุดมนุษย์เองนั่นแหละที่กินปลาทูน่า ซึ่งมีพลาสติกที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้าไป หรือที่เรียกว่า “ไมโครพลาสติก”

03 Drowning in Plastic Pollution : เรากำลังจมกองพลาสติก
.
ประเทศไทยมีปริมาณขยะสูงขึ้นต่อเนื่องขึ้นทุกปี ในปี 2559 พบว่ามีปริมาณการเกิดขยะรวมกันทั้งประเทศ 27.06 ล้านตันต่อปี คิดเป็นประมาณ 74,130 ตันต่อวัน เฉลี่ยเป็นปริมาณขยะ 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ยังไม่รวมขยะตกค้างสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปีไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านตัน โดย 1 ใน 5 ของปริมาณขยะทั้งหมดอยู่ในเขตกรุงเทพฯ
.
ประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน แต่เป็นประเทศที่สร้างขยะทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และกำลังจะไต่ขึ้นเป็นอันดับ 5 เยอะกว่าอินเดียที่มีประชากรกว่า 1,000 ล้านคน โดยมีขยะในทะเลกว่า 11.47 ล้านตัน ซึ่ง 80% มาจากขยะบนบก ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่า ขยะที่พบในทะเลกว่าครึ่งเป็นขยะพลาสติก ประเภทขยะที่พบในทะเล ได้แก่ ถุงพลาสติก 19%, หลอดพลาสติก 15%, ฝาพลาสติก 12%, ภาชนะใส่อาหาร 12%, เชือก 9%, บุหรี่ 8%, กระป๋อง 8%, โฟม 7%, กระดาษ 7%, และขวดแก้ว 3%
04 Solution 01 : Kamikatsu, Japan
เมืองเล็กๆ กับเป้าหมาย “Zero Waste” อันยิ่งใหญ่
.
เป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ญี่ปุ่น เป็นประเทศขึ้นชื่อเรื่องวิธีการกำจัดขยะอย่างเป็นระบบระเบียบ แต่ใครจะรู้ว่า ยังมีเมืองเล็กๆ อีกเมืองหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้อย่าง “คามิคัทสึ” ที่ประชาชนกว่า 1,700 คนมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่และมิชชั่นอันใหญ่ยิ่งร่วมกัน นั่นคือ “เมืองไร้ขยะ 2020” ที่พวกเขาเริ่มขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2003 ตั้งใจจะยุติการใช้พื้นที่ฝังกลบขยะและเตาเผาขยะโดยเด็ดขาดให้ได้ภายในปี 2020 โดยเปลี่ยนมาใช้วืธีการรีไซเคิลและใช้ซ้ำของเสียทุกชนิดในครัวเรือนแทน ซึ่งตอนนี้ ชาวเมืองคามิคัทสึ สามารถจัดการกับแก๊งขยะตัวร้ายไปได้กว่า 80% แล้ว ผ่านการรีไซเคิล การทำปุ๋ยหมัก และการใช้ซ้ำ ส่วนที่เหลือมีเพียง 20% เท่านั้นที่ถูกนำไปฝังกลบ
.
หลายคนอาจสงสัยว่า พวกเขาทำกันได้อย่างไร และอะไรคือกุญแจหลักที่ไขประตูเมืองนี้ให้กลายเป็นเมืองไร้ขยะ คำตอบคือ “ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎการรีไซเคิล” ด้วยการแยกขยะที่รีไซเคิลออกเป็น 34 ประเภท ซึ่งบ้านทุกหลังจะทำการแยกขยะเอง แล้วนำวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ไปล้างให้สะอาด ก่อนนำไปส่งให้ศูนย์รีไซเคิลของเมือง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบความถูกต้องในการแยกขยะ
.
นอกจากนี้ เมืองคามิคัทสึ ยังสร้างช็อปชื่อว่า “วงกลม” เพื่อเปิดให้ชาวเมืองเอาของที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาค หรือเข้ามาหยิบของในร้านกลับไปใช้ได้ฟรีๆ ที่บ้าน ยิ่งกว่านั้น ทางร้านยังมีกิจกรรมน่ารักเล็กๆ ให้ผู้สูงอายุรวมกลุ่มกันทำงานฝีมือ โดยนำวัสดุเหลือใช้มาเย็บปักถักร้อยเป็นของที่สามารถใช้ได้ใหม่ เช่น ตุ๊กตาหมี ถุงผ้า รองเท้าแตะ และเสื้อ เรียกได้ว่า เมืองคามิคัทสึ ใส่ใจทั้งสิ่งแวดล้อมโลก สร้างสังคมเมืองให้น่าอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้นกว่าเคย
05 – Solution 02 : Trash Hero Thailand
ฮีโร่สู้ขยะพลาสติก ภารกิจสร้างโรงเรียนด้วย “Eco Bricks”
.
จากความตั้งใจเล็กๆ ของ “Roman Peter” หนุ่มชาวสวิสเซอร์แลนด์ ที่หลงใหลในเกลียวคลื่นของท้องทะเลไทย และรู้สึกหงุดหงิดใจทุกครั้งที่เห็นขยะปลิวเกลื่อน เขาจึงเริ่ม “เก็บขยะ” ที่เกาะหลีเป๊ะ ลงมือทำจริงที่ไม่ใช่เพียงการบอกเล่าผ่านคำพูด เพื่อเรียกคืนความสะอาดสีฟ้าครามให้กลับมาอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น Roman Peter ยังสานต่อความตั้งใจ ด้วยการหาแนวร่วมและพันธมิตรทางความคิด จนได้กลุ่มอาสาสมัครมาช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่รอบชายฝั่งทุกสัปดาห์
.
เริ่มแรกด้วยจำนวนคนเพียงหยิบมือ ขยับขยายให้มากขึ้น และท้ายที่สุดก้าวสู่การเปิดเป็นโครงการ “Trash Hero Thailand” เมื่อปลายปี 2013 ภารกิจแรกของฮีโร่กลุ่มนี้ ในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกล้นชายหาด คือ การจัดทำ “กระบอกน้ำ” ขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้คนใช้ และสามารถเติมซ้ำได้อีกครั้ง ทั้งยังสื่อสารกับกลุ่มคนที่มีแนวคิดเหมือนกันผ่านโลกโซเชียล และขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพฯ, เชียงใหม่, จันทบุรี และภูเก็ต เป็นต้น จนตอนนี้มีพันธมิตรมากถึง 20 กว่ากลุ่มทั่วประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากภาพกิจกรรมที่พวกเขาได้ลงแรงลงใจถูกพับบลิชลงโซเชียล เหล่านั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ที่ส่งต่อไปยังประเทศต่างๆ จนเกิดเป็น “Trash Hero ฉบับเวิลด์ไวล์” ทั้งในมหานครนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา หรือเซียงไฮ้, จีน
.
มากกว่าภารกิจต่อสู้กับเหล่าขยะ พวกเขายังต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สู่กิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อช่วยเหลือ “BAMBOO SCHOOL FAMILY” โรงเรียนของเด็กขาดโอกาสริมชายแดนพม่า ในชุมชนบ้องตี้ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี โดยอาสาทำ “Eco-brick” หรือขยะขวดน้ำที่บรรจะกลุ่มก้อนขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น ถุงพลาสติกถุงขนม กระดาษ และเชือก นำมาอัดแน่นจนเต็มขวดให้แข็งแรง เพื่อทำเป็นโครงสร้างผนังห้องเรียนแทนอิฐ และเชื่อมเข้ากันด้วยการก่อปูน ซึ่งอาคารหลังนี้ นับเป็นสิ่งก่อสร้างจากขวดพลาสติกที่อัดแน่นไปด้วยขยะไร้ค่าครั้งแรกในประเทศไทย
06 Go Zero Waste : เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ลดพลาสติกให้เหลือศูนย์
.
มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเรา คงมีฝันที่อยากอาศัยอยู่ท่ามกลางเมืองไร้พลาสติก ซึ่งจากฝัน จะกลายเป็นมากกว่านั้น หากเราร่วมกันผลักดันให้ก้าวสู่สังคม “Zero Waste” หรือ “สังคมขยะเหลือศูนย์” ซึ่งหัวใจหลักคือ การลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดให้เหลือน้อยจนเป็นศูนย์ ผ่านการจัดการขยะที่ต้นทาง เพียงใช้หลักการสำคัญ 3 ข้อที่เรียกว่า “3Rs” (Reduce Reuse Recycle) “ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่” ผนวกเข้ากับ 1A กลายเป็นสูตร “1A3Rs”
.
Avoid หลีกเลี่ยงใช้สิ่งที่ก่อให้เกิดขยะ
Reduce ลดการซื้อ และการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดขยะ
Refuse ปฏิเสธการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดขยะที่ยากต่อการกำจัด
Recycle การนำวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
.
นอกจากหลักการดีๆ แล้ว เรายังร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมขยะเหลือศูนย์ให้เกิดขึ้นจริงได้ ด้วยการเลือกใช้ของที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ และสามารถนำกลับมาใช้ได้บ่อยๆ ตัวอย่างล่าสุด คือ “Zero Waste Cup” แคมเปญดีๆ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) จัดทำแก้วที่สามารถย่อยสลายได้ 100% และกลับคืนสู่ธรรมชาติภายใน 180 วัน เพราะผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจากพืช อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งจะแจกจ่ายให้ทั่วโรงอาหาร ภายในรั้วมหาวิทยาลัย และมีแพลนที่จะส่งต่อให้บุคคลทั่วไปได้ใช้ในอนาคต
.
นอกจากนี้ พวกเรายังสามารถเลือกใช้วัสดุที่จะก่อให้เกิดขยะได้ เช่น ไปซื้ออาหารที่ไหน พกกล่องสำหรับใส่อาหารจากบ้านไปเอง, ไม่เอาหลอดพลาสติก หันมาใช้หลอดสแตนเลสแทน, จะใส่ของก็คว้ากระเป๋าผ้าไป ปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก หรือแม้กระทั่งการเริ่มต้นแยกขยะที่บ้านเรา ก็ชวยพาสังคมไทยก้าวสู่สังคม Zero Waste ได้เช่นกัน เพียงช่วยกันคนละไม้คนละมือ ฝันที่อยากเห็น “เมืองไร้พลาสติก” ก็จะเป็นจริงได้ในเร็ววัน
07 Urban Living Solutions : ร่วมกันคิด…เพื่อชีวิตคนเมือง
.
เพราะการอยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ต้องคำนึงถึง ‘ใจเขาใจเรา’ ดีเวลลอปเปอร์รุ่นใหม่อย่าง “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” จึงไม่ได้มองแค่เรื่องของการอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ปัญหาให้คนเมืองด้วยแนวคิด “Urban Living Solutions” นำเสนอแนวทางที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น เชื่อมทุกด้านของไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน จนเกิด “Life Flow” จุดที่พอดิบพอดีและลงตัวกับการใช้ชีวิต เพื่อเติมเต็มแพชชั่น และร่วมกันคิด ร่วมกันสร้างให้เมืองของเราน่าอยู่มากยิ่งขึ้น