DANGEROUS DECIBEL “เดสิเบลตัวดี กับ นายท่อไอเสีย”

“รถจักรยานยนต์” หรือ “รถมอเตอร์ไซค์” ยานพาหนะที่คนไทยนิยมใช้เป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความสะดวก รวดเร็ว สามารถลัดเลาะเข้าออกตามซอกซอยได้คล่องตัว แถมยังช่วยประหยัดทั้งน้ำมันและเวลาในการเดินทาง แต่สิ่งที่ตามมาจากนั้นคือมลพิษทางเสียงและมลพิษทางอากาศ จากควันที่ถูกปล่อยออกมาจากท่อไอเสียเป็นจำนวนมากๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณริมถนน แต่เจ้าท่อไอเสียมันคืออะไร ทำไมเราต้องแต่ง และจะมีกฏหมายอะไรบ้าง เรามาเรียนรู้และดูไปด้วยกัน!

Exhaust pipe : ท่อไอเสีย คืออะไร?
.
“รถจักรยานยนต์” หรือ “รถมอเตอร์ไซค์” ถือเป็นยานพาหนะที่คนไทยนิยมใช้เป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัวในการขับขี่อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันในการเดินทางได้เป็นอย่างดี
.
เราเคยสังเกตกันไหมว่า “ท่อไอเสีย” ที่เป็นส่วนประกอบของรถมอเตอร์ไซค์นั้น มีความสำคัญที่ช่วยลดเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ พร้อมช่วยกรองมลพิษที่จะออกสู่อากาศภายนอกให้น้อยลง ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์, คาร์บอนมอนออกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ไนโตรเจนไดออกไซด์, ฟอสฟอรัส รวมถึงโลหะอย่างเช่นตะกั่วเป็นต้น
.
โดยสารเหล่านี้จะผสมรวมกันจนกลายเป็นรูปแบบของก๊าซที่จะออกมาตามแรงดันของกระบอกสูบผ่านมายังท่อรวมไอเสีย เพื่อระบายออกผ่านทางท่อและผ่านการกรองอีกครั้งบริเวณส่วนปลายท่อ ซึ่งภายในท่อไอเสียจะประกอบไปด้วย “Sus Wool” หรือเส้นใยเเสตนเลสช่วยในการดูดซับเสียง “Glass Wool” หรือ “ใยเเก้ว” ซึ่งในการพันใยแก้วชั้นแรกจะใช้ใยเเก้วผสม Binder น้ำยาที่เพิ่มความหนาเเน่นช่วยให้ท่อสามารถทนความร้อนและอื่นๆ
.

โดยทั่วไปแล้วประเภทของท่อไอเสียที่นิยมใช้กันมีทั้ง ท่อสเตนเลส, ไทเทเนียม และท่อเหล็ก ซึ่งการเลือกใช้งานก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละแบบ เช่น “ท่อไอเสียเหล็ก” นิยมใช้ในรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิก แต่เมื่ออุณหภูมิในท่อไอเสียสูงขึ้นจนเกิดเป็นความร้อนสะสมเนื้อเหล็กจะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่จะมีความแข็งแรงกว่าท่อประเภทอื่น ส่วน “ท่อสเตนเลส สตีล” คือเหล็กกล้าที่นำมาปรับปรุงด้วยกระบวนการทางวิศวกรรม มีส่วนผสมของโครเมียม, นิกเกิล, ทังสเตน ซึ่งมีคุณสมบัติในการถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่าเหล็ก อีกทั้งสเตนเลสยังทนต่อการกัดกร่อนความร้อนสูงได้ดีกว่าเหล็กอีกด้วยทำให้คนทั่วๆ ไปนิยมใช้กัน

Function or satisfaction : แต่งท่อกันไปทำไม
.
ต้องยอมรับเลยว่าในประเทศไทยของเรานั้น การแต่งท่อไอเสียเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ยอดฮิตโดยเฉพาะท่อไอเสียสำหรับ “รถมอร์เตอร์ไซค์” ซึ่งรูปแบบก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคลว่าชื่นชอบเสียงแบบไหน รูปทรงอย่างไร
.
ศาสตร์ของการแต่งท่อนั้นมีมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงของท่อ สีสัน โทนเสียง และระดับความดังที่แตกต่าง ในวงการคนรักรถมอเตอร์ไซค์ หลายคนให้นิยามว่าเป็น “ศิลปะของการแต่งท่อ” โดยส่วนมากมักจะแต่งเพื่อให้รถมีเสียงที่เท่ตามสไตล์ของตัวเอง รวมถึงมีรูปทรงและสีสันที่สวยงาม แต่นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นเหมือนตัวบ่งบอกรสนิยมของผู้ขับขี่ ท่อไอเสียยังช่วยให้รถเร็วและแรงขึ้นกว่าเดิม หรือ มีพละกำลังในการขับเคลื่อนได้ดี ยิ่งเสียงดังเท่าไร ยิ่งได้ใจเท่านั้น
.
ตามหลักการแล้ว ระบบไอเสียที่พัฒนามาอย่างดีจะช่วยปลดปล่อยพละกำลังและแรงบิดออกมาได้มากขึ้นจริง ซึ่งหน้าที่ของท่อไอเสียอีกอย่างนั้นก็คือ การเพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับเครื่องยนต์ของตัวรถ ซึ่งเครื่องยนต์ 4 จังหวะที่เราใช้กันอยู่นั้น ในการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง 1 รอบ จะมีจังหวะการทำงานอยู่ 4 จังหวะ ได้แก่ การ “ดูด – อัด – ระเบิด – คาย”

1. จังหวะแรก “ดูด” โดยลูกสูบจะลดระดับลง วาล์วไอดีเปิดรับเอาไอดีเข้ามา (วาล์วคือชิ้นส่วนภายในกระบอกสูบ ที่ทำหน้าที่ เปิด-ปิด รับไอดีเข้าและนำไอเสียออก ส่วนไอดี คือ ส่วนผสมของไอระเหย หรือละอองน้ำมันเบนซินผสมกับอากาศ )
2. จังหวะที่สอง “อัด” ลูกเลื่อนจะเลื่อนขึ้น วาล์วไอดีและไอเสียจะปิดสนิ
3. จังหวะที่สาม “ระเบิด” จากการเอาไอดีเข้ามาในห้องสูบ พร้อมทำการจุดระเบิดด้วยหัวเทียน
4. จังหวะสุดท้าย “คาย” ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอเสียจะเปิด และระบายไอเสียออกจากห้องสูบผ่านทางท่อรวมไอเสียออกทางด้านหลัง
.
หากเราต้องการพละกำลังของเครื่องยนต์มากขึ้น ก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีระบบระบายไอเสียที่สอดคล้องกับกับการเพิ่มการประจุของอากาศและน้ำมัน ซึ่งถ้าหากเราเพิ่มการประจุแต่ไอดี แต่การระบายไอเสียไม่ได้รับการปรับปรุง กำลังของเครื่องยนต์ก็จะเพิ่มขึ้นไม่เต็มที่ อาจส่งผลการระบายไม่ทัน หรือมีการตกค้างจนทำให้เครื่องยนต์นั้นเกิดการสึกหรอได้ เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานานๆ
.
ซึ่งความเร็วแรงที่ได้มาพร้อมกับเสียงที่ดังกระหึ่มจากตัวท่อไอเสียนั้น บางครั้งอาจทำให้คนรอบข้างได้รับผลกระทบจากเสียงที่เกินกว่ามาตรฐานกำหนดสำหรับรถมอเตอร์ไซค์คือ 95 เดซิเบลได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : greatbiker.com (https://bit.ly/2xepTTg)

Noise Monster : เมื่อเราถูกคุกคามด้วยเสียง
.
เมื่อเราถูกคุกคามจาก ‘เสียงท่อไอเสีย’ จนกลายส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเมืองที่เราเคยชิน แต่แท้จริงแล้ว เรากำลังเผชิญกับสภาวะ ‘มลพิษทางเสียง’ ที่เป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว ทั้งทางร่างกายโดยเฉพาะช่องหู ส่งผลให้เกิดอาการปวดแก้วหู หูอื้อ และหากได้รับเสียงที่ดังมากๆ ก็อาจทำให้สูญเสียการได้ยินได้ ส่วนทางด้านจิตใจ เสียงเหล่านั้นส่งผลต่อความรู้สึก ทั้งสร้างความรำคาญ รวมถึงส่งผลต่อการทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย
.
โดยเสียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์นั้น องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่า เสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบลเอ ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งเดซิเบลเอ หรือ dBA คือ เป็นหน่วยวัดความดังเสียงที่ใกล้เคียงกับการตอบสนองต่อเสียงของหูมนุษย์ ถ้าเปรียบเทียบกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเราให้เข้าใจง่ายๆ เริ่มตั้งแต่เสียงกระซิบ 30 dBA หรือเสียงสนทนาทั่วไป 60 dBA ไปจนถึงเสียงที่เราคุ้นเคยบนท้องถนนตามปกติ 80 dBA ส่วนเสียงที่เกินค่ามาตรฐานอย่างเสียงขุดเจาะถนนมีค่าพุ่งสูงไปถึง 100 dBA หรือแม้กระทั่งเสียงค้อน หรือเครื่องปั้มโลหะก็มีค่าถึง 120 dBA

Please Turn Down : กรุณาลดเสียงลงหน่อย
.
จากเสียงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ถูกหลอมรวมเป็นมลพิษก้อนใหญ่ ที่เราทุกคนไม่ควรมองข้ามไป โดยแนวการป้องกันและลดความดังของเสียงนั้น กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีมาตรการป้องกัน และปราบปรามท่อไอเสียผิดกฎหมาย ที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก สมอ. หรือท่อไอเสียที่มีการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงคอยสอดส่องไม่ให้มีการจำหน่ายหรือติดตั้งระบบท่อไอเสีย ที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด
.
ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีข้อกฎหมาย เรื่องมาตรฐานระดับเสียงของรถจักรยานยนต์ อยู่ที่ไม่เกิน 95 เดซิเบลเอ ซึ่งระดับเสียงนั้นวัดค่าเฉพาะเครื่องยนต์ไม่รวมเสียงแตร แต่ปัจจุบันกลับพบว่า ในผู้ใช้รถจักรยานยนต์มีปริมาณของเสียงเกินกว่าค่ามาตรฐาน และในหลายๆ กรณีที่คนมักสงสัย นั่นคือการแต่งท่อนั้น ผิดกฎหมายหรือไม่? ซึ่งความจริงแล้วในข้อกฏหมาย ยังมีช่องว่างที่ไม่ได้กำหนดว่า ห้ามเปลี่ยนท่อหรือตกแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่ข้อสำคัญคือ เสียงที่เกิดขึ้นจาก ‘ท่อไอเสียรถ’ นั้น หากส่งเสียงดังเกิน 95 เดซิเบลเอ จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท และเจ้าหน้าที่ต้องออกใบเตือนให้ไปเปลี่ยนท่อ แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิ์ยึดท่อ
.
ในกรณีของผู้ผลิตและจำหน่ายท่อไอเสียผิดกฏหมาย หากตรวจสอบพบผู้กระทำการฝ่าฝืน และยังเพิกเฉยจะมีมาตรการระงับใช้ จนถึงขั้นเพิกถอนหนังสือรับรองแบบรถเลยทีเดียว ที่สำคัญคือวินัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ หรือพาหนะต่างๆ ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น ทั้งความเดือดร้อนรำคาญ และอันตรายที่เกิดจากระดับเสียงเกินค่ามาตรฐาน
Solution 01 : เทคโนโลยีท่อไอเสียจากพลาสติก
.
ผลงานการคิดค้นนวัตกรรมจากบริษัท Woco Motor Acoustic Systems จากประเทศไทย ได้ออกแบบตัวเก็บเสียงของท่อไอเสียที่ทำจากพลาสติก ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัล Society of Plastic Engineers ปี 2552 ในกลุ่มของ powertrain โดยได้ค้นพบการนำวัสดุพลาสติกมาใช้กับท่อไอเสีย
ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ท่อไอเสียโดยทั่วไปมีน้ำหนักอยู่ที่ราว 16 กก. และที่เก็บเสียงมีปริมาตร 25 ลิตร ในขณะที่ท่อไอเสียต้นแบบของ ‘Woco’ ที่ใช้การผลิตแบบ มีน้ำหนักเพียง 12 กก. และขนาดของที่เก็บเสียงเพียง 12 ลิตร โดยภายนอกของหม้อพักไอเสียทำจากพลาสติกทั้งหมด ทำให้ไม่มีปัญหาการกัดกร่อน มีการทดสอบโดยใช้เครื่องมือเพื่อเปรียบเทียบระหว่างท่อไอเสียทั้งสองแบบ พบว่าเมื่อวัดเสียงจากภายนอกรถของคันที่ใช้ท่อไอเสียแบบพลาสติก จะมีระดับเสียงของทางฝั่งผู้โดยสารต่ำกว่าคันที่ใช้ท่อไอเสียแบบโลหะ 2 dBA และทางฝั่งคนขับต่ำลง 1 dBA และเมื่อใช้รอบเครื่องยนต์ระหว่าง 2,500-4,000 รอบต่อนาที ระดับเสียงในห้องโดยสารจะต่ำลงมากกว่า 5 dBA
.
ซึ่งทางผู้ผลิตยังได้ทดสอบการใช้งานจริงบนถนนเป็นระยะทาง 2,400 กม. ซึ่งไม่พบปัญหาการละลายหรือเสื่อมจากการโดนความร้อน อุณหภูมิสำหรับท่อไอเสียโลหะจะอยู่ที่แถวๆ 400 องศาเซลเซียส ในขณะที่ท่อไอเสียพลาสติกอยู่ที่ 110 องศาเซลเซียส และในการทดสอบบนท้องถนนเป็นระยะทาง 320 กม. จะมีอุณหภูมิเพียง 58 องศาเซลเซียส โดยไม่พบความเสียหายทั้งการรั่ว แตก หรือละลาย
.
ท่อไอเสียพลาสติกนี้ ได้พัฒนาออกมาให้สามารถใช้งานได้ทั้งกับเครื่องยนต์ดีเซล เบนซิน และสำหรับมอเตอร์ไซค์ โดยให้ผลดีทั้งในเรื่องของขนาดที่เล็ก น้ำหนักเบา และทนทาน แต่ด้วยนวัตกรรมท่อไอเสียจากพลาสติกนี้มีต้นทุนสูง ในปัจจุบันจึงมีการนำมาใช้งานค่อนข้างน้อย
Solution 02 : Noise Free America
.
ไม่ใช่แค่ในบ้านเราเท่านั้น ที่เผชิญกับภาวะมลพิษทางเสียงจากท่อไอเสียของรถมอเตอร์ไซด์ แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน สำมะโนรัฐอเมริกาออกมาให้ข้อมูลว่า มลพิษทางเสียงที่รบกวนการใช้ชีวิต คือปัญหาอันดับต้นๆ ที่คนอเมริกันบ่นกันมากที่สุด และยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขาอยากย้ายบ้านกันบ่อยครั้ง นอกจากนี้ คนอเมริกันกว่า 90% ยังโทรหาศูนย์ฮอตไลน์ “คุณภาพชีวิตที่ดีของชาวนิวยอร์ก” เพื่อแจ้งปัญหาเรื่องเสียงดังกันเป็นประจำ
.
และด้วยปัญหานี้ ในปี 2001 “Noise Free America” องค์กรไม่แสวงผลกำไรจึงเกิดขึ้น ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ลอสแอนเจลิส เพื่อรณรงค์เรื่องมลพิษทางเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงดังรบกวนจากรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย ผ่านการทำงานร่วมกับรัฐบาลกลาง, รัฐบาลรัฐ, และรัฐบาลท้องถิ่น พร้อมเข้าไปให้ความรู้กับคนทั่วไปเกี่ยวกับอันตรายจากมลพิษทางเสียง และข้อมูลต่างๆ ที่มีประโยชน์ลงบนเว็บไซท์ https://noisefree.org/ และสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น CNN, Tme magazine และ The New York Times เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดทำหนังสือเรื่อง “Illegal Motorcycle Noise” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและภาพเกี่ยวกับอุปกรณ์แต่งรถที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทำงานและตรวจสอบได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
มาร่วมกันคิด…เพื่อชีวิตคนเมือง เพราะการอยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ต้องคำนึงถึง ‘ใจเขาใจเรา’ อย่างดีเวลลอปเปอร์คนรุ่นใหม่ “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” ที่ไม่ได้มองแค่เรื่องการอยู่อาศัย แต่ยังช่วยแก้ปัญหาให้คนเมืองด้วยแนวคิด “Urban Living Solutions” ที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ปะติดปะต่อทุกด้านของไลฟ์สไตล์ให้ “Life Flow” เติมเต็มแพชชั่นของตัวเอง และมีเวลาไปทำเรื่องราวดีๆ ที่จะช่วยให้เมืองของเราน่าอยู่มากขึ้น