คืนวันศุกร์ของคนเมืองอาจไม่จำเป็นต้องจบที่บาร์ ร้านอาหาร หรือปาร์ตี้เสียงดังเสมอไป เพราะช่วงหลังมานี้ ‘การนัดกันอ่านหนังสือ’ เริ่มกลายเป็นกิจกรรมเข้าสังคมรูปแบบใหม่ที่ทั้งเงียบ สบาย และมีเสน่ห์แบบแปลก ๆ
Social Reading คือการอ่านหนังสือในพื้นที่ร่วมกับคนอื่น อาจเป็นคาเฟ่ ห้องสมุด คอมมูนิตี้สเปซ สวนสาธารณะ หรืออีเวนต์ที่จัดขึ้นเพื่อให้คนมาอ่านหนังสือด้วยกัน จุดสำคัญคือไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องคุยลึก และไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นนักอ่านสายจริงจัง แค่พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่มีคนอ่านเหมือนกัน ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศแล้ว
กระแสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ เพราะ Silent Book Club ระบุว่าตัวเองเป็นคอมมูนิตี้นักอ่านระดับโลกที่มีมากกว่า 2,000 แชปเตอร์ใน 68 ประเทศ โดยคอนเซปต์หลักคือไม่มีหนังสือบังคับ ให้นำหนังสือของตัวเองมาอ่าน และเปิดรับนักอ่านทุกแบบ

ถ้าอยากลอง Social Reading ก่อนอื่นต้องรู้ว่า ‘การอ่านเป็นกลุ่ม’ ไม่ได้มีแบบเดียว
Book Club เหมาะกับคนที่ชอบคุย ชอบแลกเปลี่ยนมุมมอง และอยากมีแรงผลักดันให้อ่านจบ เพราะมักมีหนังสือประจำเดือนหรือหัวข้อสนทนาที่ชัดเจน เหมือนดูซีรีส์แล้วมีคนให้เมาท์ต่อ แต่เปลี่ยนจากหน้าจอมาเป็นหน้ากระดาษ
Silent Reading เหมาะกับคนที่อยากอยู่กับตัวเอง แต่ไม่อยากอยู่คนเดียว ทุกคนมาเจอกัน อ่านเงียบ ๆ แล้วอาจคุยกันเล็กน้อยก่อนหรือหลังอ่าน รูปแบบนี้ตอบโจทย์คนอินโทรเวิร์ต หรือคนที่อยากเข้าสังคมแบบไม่ต้องใช้พลังเยอะ
Reading Party เป็นเวอร์ชันที่ผ่อนคลายกว่า เหมือนการนัดนั่งอ่านหนังสือในคาเฟ่หรือคอมมูนิตี้สเปซ มีบรรยากาศ มีเครื่องดื่ม มีคนรอบตัว แต่ไม่มีแรงกดดันว่าต้องอ่านอะไร ต้องพูดอะไร หรือต้องอ่านจบให้ทันใคร ตัวอย่างในกรุงเทพฯ คือ Reading Party ของ theCOMMONS Thonglor ที่ชวนคนมาอ่านหนังสือแบบไม่มีเดดไลน์ ไม่มีการบ้าน ไม่มีหนังสือบังคับ และมีช่วงอ่าน 90 นาทีในพื้นที่คอมมูนิตี้

เริ่มจากไม่ต้องตั้งใจให้ยิ่งใหญ่เกินไป เลือกหนังสือที่อยากอ่านจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นวรรณกรรมหนัก ๆ หนังสือแปลหนา ๆ หรือเล่มที่ดูฉลาดในสายตาคนอื่น จะเป็นนิยายรัก มังงะ หนังสือพัฒนาตัวเอง นิตยสาร หรือ e-reader ก็ได้ เพราะแก่นของ Social Reading คือการกลับมาอยู่กับการอ่าน ไม่ใช่การแข่งขันทางรสนิยม
ถ้ายังไม่กล้าไปงานใหญ่ ลองเริ่มจากนัดเพื่อน 1–2 คนไปคาเฟ่ที่ไม่เสียงดัง ตั้งเวลาอ่าน 45–60 นาที แล้วค่อยคุยกันว่าอ่านอะไรไปบ้าง ไม่ต้องรีวิวลึก ไม่ต้องสรุปสวย แค่เล่าว่าเล่มนี้สนุกตรงไหนก็พอ ถ้าอยากไปงานอ่านจริงจัง ลองมองหาคำว่า Book Club, Silent Reading, Reading Party หรือกลุ่มอ่านหนังสือในพื้นที่ใกล้บ้าน เลือกงานที่กติกาชัดเจน เช่น Bring Your Own Book, ไม่มีหนังสือบังคับ หรือไม่ต้องพูดคุยหลังอ่าน จะช่วยลดความเขินได้มาก
สุดท้าย อย่าคิดว่า Social Reading ต้องทำให้เราเป็นนักอ่านที่ดีขึ้นทันที บางวันอ่านได้ 5 หน้า บางวันอ่านได้ 50 หน้า ก็ยังถือว่าเป็นการพาตัวเองออกจากหน้าจอ ไปอยู่กับตัวหนังสือ และอยู่ใกล้ผู้คนในจังหวะที่ไม่ต้องเร่งรีบ