เมื่อเห็นคำว่า “หักเงินเดือนเพิ่ม” หลายคนน่าจะเริ่มเปิดแอปเครื่องคิดเลขคำนวนยอดที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ก่อนจะตกใจ ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ไม่ใช่ภาษีและไม่ใช่เงินที่จ่ายแล้วหายไปทันที แต่ทำหน้าที่คล้ายเงินออมที่มีนายจ้างช่วยเติมให้อีกส่วนหนึ่ง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เสียชีวิต หรือได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่กำหนด เดิมกำหนดเริ่มเก็บเงินในปี 2568 แต่ภายหลังเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569
ในช่วง 5 ปีแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างและนายจ้างจะจ่ายฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง หลังจากนั้นอัตราตามกฎหมายปัจจุบันจะเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป

ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนทุกคนที่จะถูกหักเงิน เงื่อนไขหลักคือทำงานกับนายจ้างที่มีลูกจ้างรวมทุกสาขาตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และลูกจ้างคนนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบสงเคราะห์อื่นที่ผ่านเงื่อนไขตามกฎหมาย
เช็กง่าย ๆ ว่าเข้าข่ายหรือไม่จาก 3 ข้อนี้
- บริษัทมีลูกจ้างรวมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
- ตัวเราไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- งานหรือกิจการไม่อยู่ในกลุ่มที่กฎหมายยกเว้น
หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เปิดให้เฉพาะพนักงานบางกลุ่ม ลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาจต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ส่วนกิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายมีหลายประเภท เช่น งานประมงทะเล งานบ้านที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจ และงานเกษตรกรรมที่ไม่ได้จ้างลูกจ้างตลอดทั้งปี จึงควรตรวจสอบกับฝ่ายบุคคลโดยตรง เรื่องสำคัญที่มักเข้าใจผิดคือ การเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้น เพราะประกันสังคมกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกัน

วิธีคิดไม่ซับซ้อน นำค่าจ้างในเดือนนั้นคูณด้วย 0.25% หรือ 0.0025 โดยตัวอย่างต่อไปนี้สมมติว่าค่าจ้างตามกฎหมายเท่ากับเงินเดือนประจำ
| เงินเดือน | ลูกจ้างจ่าย 0.25% | นายจ้างสมทบ 0.25% | เงินเข้ากองทุนรวม |
|---|---|---|---|
| 15,000 บาท | 37.50 บาท | 37.50 บาท | 75 บาท |
| 25,000 บาท | 62.50 บาท | 62.50 บาท | 125 บาท |
| 30,000 บาท | 75 บาท | 75 บาท | 150 บาท |
| 40,000 บาท | 100 บาท | 100 บาท | 200 บาท |
ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือ ประกันสังคมให้สิทธิประโยชน์ระหว่างที่อยู่ในระบบ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ขณะที่เงินสะสมในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะจ่ายคืนเมื่อความสัมพันธ์ในการจ้างงานสิ้นสุดลง
เมื่อลาออก เกษียณ สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือถูกเลิกจ้าง ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำผิดหรือไม่ ลูกจ้างมีสิทธิขอรับ 3 ส่วน ได้แก่
- เงินสะสมที่ถูกหักจากค่าจ้าง
- เงินสมทบจากนายจ้าง
- ดอกผลที่เกิดจากเงินทั้งสองส่วน
หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินจะจ่ายให้บุคคลที่ระบุไว้ในแบบกำหนดผู้รับเงินของกองทุน หรือดำเนินการตามลำดับผู้มีสิทธิที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ กองทุนยังมีบทบาทช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้าง หรือเงินอื่นตามกฎหมาย แต่การรับเงินส่วนนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของพนักงานตรวจแรงงาน ไม่ได้หมายความว่ากองทุนจะจ่ายแทนนายจ้างทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
สรุปให้จำง่ายที่สุด เงิน 0.25% ไม่ได้หายไปจากชีวิต เพียงถูกย้ายจากบัญชีเงินเดือนเข้าสู่เงินออมอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งมีนายจ้างช่วยสมทบ และรอคืนกลับมาในวันที่ออกจากงาน