เงินเดือนหายไปไหน รู้จักกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่เริ่มหัก 0.25%

7 August 2026
VIEWS
READING TIME : < 1 MIN
summary

KEY TAKEAWAYS

  • เริ่มเก็บเงินวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
  • ลูกจ้างจ่าย 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบอีก 0.25% รวมเป็น 0.50%
  • เมื่อลูกจ้างออกจากงาน จะได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล ส่วนกรณีเสียชีวิตจะจ่ายให้บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้
อธิบายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่เริ่มหักเงินเดือนเพิ่ม 0.25% ว่าเกี่ยวกับใคร ต้องจ่ายเท่าไร ต่างจากประกันสังคมอย่างไร และเงินก้อนนี้ช่วยคุ้มครองลูกจ้างในกรณีไหนบ้าง

เมื่อเห็นคำว่า “หักเงินเดือนเพิ่ม” หลายคนน่าจะเริ่มเปิดแอปเครื่องคิดเลขคำนวนยอดที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ก่อนจะตกใจ ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ไม่ใช่ภาษีและไม่ใช่เงินที่จ่ายแล้วหายไปทันที แต่ทำหน้าที่คล้ายเงินออมที่มีนายจ้างช่วยเติมให้อีกส่วนหนึ่ง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เสียชีวิต หรือได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่กำหนด เดิมกำหนดเริ่มเก็บเงินในปี 2568 แต่ภายหลังเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ในช่วง 5 ปีแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างและนายจ้างจะจ่ายฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง หลังจากนั้นอัตราตามกฎหมายปัจจุบันจะเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป

ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนทุกคนที่จะถูกหักเงิน เงื่อนไขหลักคือทำงานกับนายจ้างที่มีลูกจ้างรวมทุกสาขาตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และลูกจ้างคนนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบสงเคราะห์อื่นที่ผ่านเงื่อนไขตามกฎหมาย

เช็กง่าย ๆ ว่าเข้าข่ายหรือไม่จาก 3 ข้อนี้

  1. บริษัทมีลูกจ้างรวมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
  2. ตัวเราไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  3. งานหรือกิจการไม่อยู่ในกลุ่มที่กฎหมายยกเว้น

หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เปิดให้เฉพาะพนักงานบางกลุ่ม ลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาจต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ส่วนกิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายมีหลายประเภท เช่น งานประมงทะเล งานบ้านที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจ และงานเกษตรกรรมที่ไม่ได้จ้างลูกจ้างตลอดทั้งปี จึงควรตรวจสอบกับฝ่ายบุคคลโดยตรง เรื่องสำคัญที่มักเข้าใจผิดคือ การเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้น เพราะประกันสังคมกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกัน

วิธีคิดไม่ซับซ้อน นำค่าจ้างในเดือนนั้นคูณด้วย 0.25% หรือ 0.0025 โดยตัวอย่างต่อไปนี้สมมติว่าค่าจ้างตามกฎหมายเท่ากับเงินเดือนประจำ

เงินเดือน ลูกจ้างจ่าย 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% เงินเข้ากองทุนรวม
15,000 บาท 37.50 บาท 37.50 บาท 75 บาท
25,000 บาท 62.50 บาท 62.50 บาท 125 บาท
30,000 บาท 75 บาท 75 บาท 150 บาท
40,000 บาท 100 บาท 100 บาท 200 บาท

ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือ ประกันสังคมให้สิทธิประโยชน์ระหว่างที่อยู่ในระบบ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ขณะที่เงินสะสมในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะจ่ายคืนเมื่อความสัมพันธ์ในการจ้างงานสิ้นสุดลง

เมื่อลาออก เกษียณ สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือถูกเลิกจ้าง ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำผิดหรือไม่ ลูกจ้างมีสิทธิขอรับ 3 ส่วน ได้แก่

  • เงินสะสมที่ถูกหักจากค่าจ้าง
  • เงินสมทบจากนายจ้าง
  • ดอกผลที่เกิดจากเงินทั้งสองส่วน

หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินจะจ่ายให้บุคคลที่ระบุไว้ในแบบกำหนดผู้รับเงินของกองทุน หรือดำเนินการตามลำดับผู้มีสิทธิที่กฎหมายกำหนด  นอกจากนี้ กองทุนยังมีบทบาทช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้าง หรือเงินอื่นตามกฎหมาย แต่การรับเงินส่วนนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของพนักงานตรวจแรงงาน ไม่ได้หมายความว่ากองทุนจะจ่ายแทนนายจ้างทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

สรุปให้จำง่ายที่สุด เงิน 0.25% ไม่ได้หายไปจากชีวิต เพียงถูกย้ายจากบัญชีเงินเดือนเข้าสู่เงินออมอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งมีนายจ้างช่วยสมทบ และรอคืนกลับมาในวันที่ออกจากงาน

ถ้าบริษัทของคุณเข้าเกณฑ์ คุณยินดีจ่ายเงินสมทบ 0.25% หรือไม่?
Faq

category

new update

NOW OR NOW ชีวิตที่ใช่มีได้เลย

Scroll to Top