เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคืนอุตส่าห์รีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ นอนลากยาวไปตั้งหลายชั่วโมง แต่พอเสียงนาฬิกาปลุกดังกลับรู้สึกงัวเงียเหมือนคนไม่ได้นอน? ในขณะที่บางวันปาร์ตี้ดึก หรือปั่นงานจนตาแฉะ ได้นอนพักแค่ไม่กี่ชั่วโมง กลับตื่นมาเด้งดึ๋งพร้อมลุยงานซะอย่างนั้น!
ความลับของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ ระยะเวลา ที่เราหลับตาลงเสมอไป แต่อยู่ที่ คุณภาพการนอน ต่างหาก คนเมืองยุคใหม่ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ มักจะละเลยการสร้างสภาพแวดล้อมและลืมจัดระเบียบนาฬิกาชีวิตให้เหมาะสม วันนี้เลยจะพาทุกคนมาแฮ็กระบบร่างกายตัวเอง ด้วยการจัดตารางเวลาเข้านอนตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อรีชาร์จพลังงานให้เต็มหลอด พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในวันใหม่แบบไม่มีคำว่าเหนื่อยล้า

วิธีคำนวณเวลานอนที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด คือการนับถอยหลังตามวงจรการนอน (Sleep Cycle) โดยเฉลี่ยมนุษย์เราจะใช้เวลาในการพลิกตัวไปมาก่อนจะเคลิ้มหลับประมาณ 15 นาที ตารางด้านล่างนี้คำนวณมาให้เสร็จสรรพแล้วว่า ถ้าอยากตื่นในเวลาเป้าหมาย ควรล้มตัวลงนอนเวลาไหนบ้าง
สามารถเลือกเวลาใดเวลาหนึ่งตามความเหมาะสมของไลฟ์สไตล์ตัวเองได้เลย
คำแนะนำ: สำหรับมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องใช้สมองและร่างกายอย่างหนักตลอดวัน ขอแนะนำให้เลือกเวลาเข้านอนในช่อง นอนเต็มอิ่ม 5-6 รอบ เพื่อให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองขั้นสุด

เบื้องหลังของตารางด้านบน ไม่ใช่การนั่งเทียนเขียนขึ้นมาลอย ๆ แต่อ้างอิงมาจากหลักการทำงานของสมองตามทฤษฎีวงจรการนอนหลับ ข้อมูลจากมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Sleep Foundation) ระบุว่า ใน 1 คืน การหลับของเราจะแบ่งออกเป็นรอบ ๆ รอบละประมาณ 90 นาที โดยในหนึ่งรอบจะค่อย ๆ ไต่ระดับตั้งแต่ช่วงหลับตื้น เข้าสู่ช่วงหลับลึก หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ Deep Sleep และปิดท้ายด้วยช่วงหลับฝัน หรือ REM Sleep (Rapid Eye Movement)
หากเราตั้งนาฬิกาปลุกแล้วดันไปปลุกเอาช่วงที่ร่างกายกำลังดิ่งเข้าสู่ภาวะ Deep Sleep อย่างเต็มที่ หรือกำลังฝันเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในช่วง REM Sleep ผลลัพธ์ที่ได้คือความรู้สึกพังพินาศ งัวเงีย และอ่อนเพลียไปตลอดทั้งวัน ดังนั้น การกะเวลาให้ตื่นในช่วงรอยต่อของรอบ 90 นาทีพอดี จึงเปรียบเสมือนการรีสตาร์ทระบบร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกสมองโล่ง โปร่งสบาย เหมือนได้เกิดใหม่ในทุกเช้า