Highlights
- Invisible Techเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจะหายไปในชีวิตประจำวัน (Invisible) มันจะแฝงอยู่ในเสื้อผ้า หรืออุปกรณ์ที่คุณไม่ต้องคอยพะวงเรื่องการชาร์จหรือการตั้งค่าบ่อยๆ
- Proactive Health over Reactive การดูแลสุขภาพจะเปลี่ยนจากการ ‘รักษาเมื่อป่วย’ เป็นการ ‘รู้ก่อนจะป่วย’ ผ่านข้อมูลระดับโมเลกุลในเหงื่อและคลื่นสมอง
- Energy Autonomy อิสรภาพด้านพลังงานจาก Solid-State Battery จะทำให้ไลฟ์สไตล์การเดินทางและการทำงานทางไกล (Remote Work) มีประสิทธิภาพและยั่งยืนขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ภาพรวมของปี 2026 คือการมาถึงของ The Era of Embodied AI หรือยุคที่ปัญญาประดิษฐ์มีร่าง และสามารถปฏิสัมพันธ์กับโลกกายภาพได้อย่างไร้รอยต่อ สินค้าในกระแสหลักจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหา Pain Point เดิม ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพที่ต้องแม่นยำขึ้น พลังงานที่ต้องยั่งยืนและรวดเร็วขึ้น รวมถึงความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ลื่นไหลจนแทบไม่ต้องขยับนิ้ว
สินค้าที่จะกลายเป็น Next Normal และเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองไปอย่างสิ้นเชิงในปีนี้ ประกอบด้วยเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านที่น่าจับตามองที่สุด

ลืม Smart Watch ที่ต้องคอยรัดสายให้แน่นหรือคอยชาร์จแบตเตอรี่ทุกคืนไปได้เลย เพราะในปี 2026 เทคโนโลยี Bio-Sensing Textiles หรือ สิ่งทออัจฉริยะ ได้ก้าวเข้ามาแทนที่อุปกรณ์สวมใส่แบบเดิม ๆ อย่างเต็มตัว
นี่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่มีเซนเซอร์ติดอยู่บนเนื้อผ้า แต่ตัวเส้นใยเองนั่นแหละคือเซนเซอร์ (Fiber-based Sensors) นักวิจัยจากสถาบันชั้นนำอย่าง MIT และบริษัทเทคชั้นนำได้พัฒนาเส้นใยที่เคลือบด้วยพอลิเมอร์นำไฟฟ้า ซึ่งสามารถตรวจจับองค์ประกอบทางเคมีใน ‘เหงื่อ’ ของผู้สวมใส่ได้แบบ Real-time
ทำไมต้องเป็น เหงื่อ? เหงื่อคือขุมทรัพย์ของข้อมูลสุขภาพที่แม่นยำกว่าแค่การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เสื้อผ้าเหล่านี้สามารถวิเคราะห์
- ระดับแลกเตต (Lactate) บอกระดับความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ป้องกันการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายเกินขีดจำกัด
- ระดับกลูโคส (Glucose) ช่วยให้ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลติดตามค่าเลือดได้โดยไม่ต้องเจาะนิ้ว
- ความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ เตือนให้คุณดื่มน้ำก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ
นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ยังทำหน้าที่เป็น Personal Coach ในตัวเสื้อ โดยจะประมวลผลข้อมูลจากเหงื่อร่วมกับท่าทางในการเคลื่อนที่ เพื่อวิเคราะห์ว่าวันนี้เราพร้อมสำหรับการวิ่งมาราธอน หรือควรจะนอนพักผ่อนให้เพียงพอมากกว่ากัน นี่คือการดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Health) ที่ผสานเข้ากับแฟชั่นไลฟ์สไตล์อย่างสมบูรณ์แบบ

หนึ่งในอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของเทคโนโลยีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาคือ ‘แบตเตอรี่’ ที่พัฒนาไม่ทันความเร็วของซอฟต์แวร์ แต่ในปี 2026 เรากำลังเข้าสู่ยุคของ Solid-State Battery ในระดับสินค้าอุปโภคบริโภค
ต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบเดิมที่ใช้ของเหลวเป็นอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลและความร้อนสูง แบตเตอรี่แบบ Solid-State ใช้ของแข็งแทน ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานสูงกว่ามากในขนาดที่เล็กลง
- Smartphone & Laptop เราจะได้เห็นสมาร์ทโฟนที่บางลงกว่าเดิม แต่สามารถใช้งานได้ยาวนาน 3-5 วันต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว และที่สำคัญที่สุดคือการชาร์จจาก 0-100% ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที
- EV Revolution สำหรับคนเมืองที่ใช้รถไฟฟ้า ปัญหาเรื่องการรอชาร์จนานๆ จะหมดไป เพราะแบตเตอรี่ชนิดนี้รองรับการชาร์จที่เร็วขึ้นหลายเท่าและมีอายุการใช้งาน (Cycle Life) ที่ยาวนานกว่าเดิมเกิน 10 ปี
- Safety First แบตเตอรี่ Solid-State แทบจะไม่มีโอกาสระเบิดหรือติดไฟ ทำให้เป็นมิตรต่อการพกพาขึ้นเครื่องบินหรือการใช้งานในสภาพอากาศที่สุดขั้ว

เทคโนโลยีเสียงในปี 2026 ก้าวไปไกลกว่าลำโพงที่สวมใส่ในหู แต่เรากำลังพูดถึง Neural Interface Audio และระบบ Bone Conduction ที่ได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แบบ ลองจินตนาการว่าเพื่อน ๆ สามารถฟังเพลงโปรดหรือรับสายเรียกเข้าได้ โดยที่หูของเรายังเปิดกว้างเพื่อรับเสียงรอบข้าง หรือแม้แต่ในที่ทำงานที่เงียบสงัด ก็สามารถสื่อสารกับ AI Assistant ได้เพียงแค่คิดในใจ
1. Bone Conduction 2.0 การส่งสัญญาณเสียงผ่านการสั่นสะเทือนของกระดูกข้างหูไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในปี 2026 คุณภาพเสียงได้ถูกปรับปรุงให้มี Fidelity สูงเทียบเท่ากับหูฟัง High-end ระบบ AI จะทำหน้าที่ตัดเสียงรบกวนรอบข้างและปรับแต่งความถี่ให้เข้ากับโครงสร้างกระดูกของผู้ใช้แต่ละคน ทำให้เสียงที่ได้มีความใสและมิติกว้างขวาง
2. Non-Invasive Neural Interface นี่คือไฮไลต์ที่สำคัญที่สุด สินค้าประเภทสายรัดศีรษะ (Headband) หรือแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่เริ่มมีการติดตั้งเซนเซอร์ EEG (Electroencephalogram) ขนาดจิ๋วที่สามารถอ่านคลื่นสมองพื้นฐานได้ AI จะเรียนรู้รูปแบบคลื่นสมองของคุณเพื่อทำหน้าที่เป็นคำสั่งงาน (Thought-to-Action)
- Skip Track: เพียงแค่คุณนึกว่าจะเปลี่ยนเพลง ระบบจะสั่งงานทันที
- Focus Mode: เมื่อ AI ตรวจพบว่าสมองคุณเริ่มเข้าสู่สภาวะ Flow มันจะเปิดโหมด Noise Cancelling และปิดการแจ้งเตือนที่ไม่สำคัญโดยอัตโนมัติ
เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อความเท่เพียงอย่างเดียว แต่ช่วยลดการพึ่งพามือถือ (Digital Detox) ให้เราได้โฟกัสกับโลกตรงหน้ามากขึ้น ในขณะที่ยังคงเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลได้ผ่านจิตนึกคิด





