Highlights
- เปลี่ยนความเข้าใจ กาแฟคั่วเข้ม (Dark Roast) มีสาร NMP ที่ช่วยยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะได้ดีกว่ากาแฟคั่วอ่อน
- การดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอนจะไปรบกวนวงจร Cortisol ของร่างกาย การรอ 90 นาทีแล้วกินคู่กับไขมันดีหรือโปรตีน จะช่วยให้พลังงานคงที่กว่า
- กล้วยน้ำว้าเป็นยาสามัญประจำบ้านสำหรับคนรักกาแฟ เพราะความเป็นด่างช่วยสะเทินกรดในกระเพาะอาหารได้ทันทีที่ทานร่วมกัน
ความเชื่อที่ว่า กาแฟกัดกระเพาะ ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเสียทีเดียว แต่มันมีกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนกว่านั้น กาแฟมีฤทธิ์เป็นกรด และมีสารประกอบหลักคือ Caffeine และ Chlorogenic Acid
1. การกระตุ้น Gastrin คาเฟอีนจะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน Gastrin ซึ่งทำหน้าที่สั่งให้กระเพาะอาหารผลิตกรดไฮโดรคลอริก (Gastric Acid) ออกมามากขึ้น หากในกระเพาะไม่มีอาหารให้ย่อย กรดเหล่านี้จะเริ่มโจมตีผนังกระเพาะอาหารโดยตรง จนเกิดอาการแสบท้อง
2. การคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร คาเฟอีนมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารคลายตัว ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่ายขึ้น เป็นสาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน
3. การบีบตัวของลำไส้ กาแฟกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ สำหรับคนที่มีลำไส้เซนซิทีฟ การดื่มตอนท้องว่างอาจทำให้อยากเข้าห้องน้ำทันทีแบบไม่ทันตั้งตัว
ดังนั้นการมองหาตัวช่วยในมื้อเช้ากินคู่กับกาแฟให้ตื่นตัวจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่มองข้ามไม่ได้

เพื่อให้กระเพาะมีเกราะป้องกัน การเลือกอาหารที่ช่วยเคลือบ และปรับสมดุล กรดจึงเป็นเรื่องสำคัญ นี่คือ 4 เมนูมื้อเช้า ที่จะทำให้กาแฟแก้วโปรดเป็นมิตรกับร่างกายมากขึ้น
- กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยหอม กล้วยคือ Superfood สำหรับคนเป็นโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน เพราะกล้วยมีความเป็นด่างสูง ช่วยทำให้ลดกรดในกระเพาะอาหารได้ดี นอกจากนี้ยังมีโพแทสเซียมสูง ช่วยเรื่องการทำงานของระบบย่อยอาหาร
✨ How to: กินกล้วย 1 ผลก่อนจิบกาแฟประมาณ 10-15 นาที เพื่อสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เคลือบกระเพาะไว้ - โยเกิร์ตรสธรรมชาติและธัญพืช การเลือกโยเกิร์ต (แบบไม่หวาน) มาจับคู่กับกาแฟเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะโปรตีนจากนมจะไปช่วยจับกับสารแทนนินในกาแฟ ลดความเข้มข้นของกรดลง และโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ในโยเกิร์ตช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ เมื่อลำไส้แข็งแรง การอักเสบในระบบทางเดินอาหารก็จะลดลง ส่วนธัญพืชอย่างข้าวโอ๊ตหรือกราโนล่ามีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่ช่วยดูดซับกรดส่วนเกิน
✨ How to: ตักโยเกิร์ตโรยหน้าด้วยเมล็ดเจีย (Chia Seeds) หรือแมคคาเดเมีย ช่วยเพิ่มไขมันดีที่ช่วยชะลอการดูดซึมคาเฟอีน ไม่ให้ร่างกายช็อกเกินไป - ขนมปังโฮลวีตปิ้งหน้าอะโวคาโด คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากโฮลวีตจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่คอยดูดซับกรดในกระเพาะ ในขณะที่อะโวคาโดให้ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันดีจากอะโวคาโดช่วยลดการอักเสบในลำไส้ และช่วยให้พลังงานคงที่ เมื่อทานคู่กับกาแฟ คุณจะรู้สึกตื่นตัวแบบนิ่งๆ ไม่ใจสั่น
✨ How to: ปิ้งขนมปังโฮลวีตให้กรอบเล็กน้อย บดอะโวคาโดโรยพริกไทยดำและเกลือชมพูเล็กน้อย เป็นมื้อเช้าที่ถ่ายรูปสวยและดีต่อท้องสุด ๆ - ไข่ต้มหรือไข่คน โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญในการช่วยลดความเร็วของการระบายอาหารออกจากกระเพาะ
✨ How to: ไข่ต้ม 2 ฟอง หรือไข่คน (Scrambled Eggs) ที่ใช้เนยน้อย ๆ จะช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น และลดความอยากคาเฟอีนส่วนเกินในระหว่างวันได้ด้วย

หากเพื่อน ๆ ลองปรับมื้อเช้าแล้วแต่ยังรู้สึกไม่สบายท้อง การเปลี่ยนประเภทของกาแฟอาจช่วยได้
- เลือก กาแฟสกัดเย็น (Cold Brew) มีปริมาณกรดน้อยกว่ากาแฟที่ชงด้วยน้ำร้อนถึง 60% เนื่องจากกรดและน้ำมันบางชนิดในกาแฟจะถูกดึงออกมาด้วยความร้อนเท่านั้น
- เมล็ดกาแฟคั่วเข้ม (Dark Roast) มักเป็นมิตรกับท้องมากกว่าคั่วอ่อน เพราะในกระบวนการคั่วที่นานกว่าจะเกิดสารที่เรียกว่า N-methylpyridinium (NMP) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการหลั่งกรดของเซลล์ในกระเพาะอาหาร
- หากคุณมีอาการท้องอืดหลังดื่มลาเต้ อาจไม่ได้มาจากกาแฟ แต่อาจมาจากภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสในนม ลองเปลี่ยนเป็นนมทางเลือกอย่าง Oat Milk หรือ Almond Milk ที่ย่อยง่ายกว่า

ลองเช็กดูว่าใน 1 วัน เพื่อน ๆ ทำพฤติกรรมเหล่านี้ครบหรือยัง เพื่อรักษา Gut Health ให้ยั่งยืน
[ ] ไม่ดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอน: รออย่างน้อย 60-90 นาที เพื่อให้ระดับ Cortisol ตามธรรมชาติลดลงก่อน
[ ] ดื่มน้ำตาม 1 แก้วใหญ่: กาแฟมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ การดื่มน้ำตามช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นในลำไส้
[ ] เลี่ยงสารให้ความหวานเทียม: สารให้ความหวานบางชนิด อาจไปรบกวนจุลินทรีย์ในลำไส้และทำให้ท้องอืด
[ ] จำกัดปริมาณ: ไม่ควรรับคาเฟอีนเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณกาแฟ 3-4 แก้ว)
การใช้ชีวิตแบบคนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องทิ้งความชอบส่วนตัว เพียงแค่ต้องรู้จักจังหวะและการจับคู่ที่ถูกต้อง การดูแลลำไส้ให้ดี จะส่งผลโดยตรงต่อสมาธิ อารมณ์ และพลังงานในการทำงานตลอดทั้งวัน






