Highlights
- การสัมผัสพื้นโลกเป็นการรับ อิเล็กตรอน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ ช่วยลดการอักเสบในร่างกายที่เกิดจากไลฟ์สไตล์คนเมือง
- เพียง 15-20 นาทีต่อวันในการทำ Grounding สามารถช่วยปรับระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลให้นิ่งขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการนอนหลับที่มีคุณภาพและการจัดการความเครียด
- สำหรับคนอยู่ตึกสูง การหาจุดเชื่อมต่อกับพื้นดินในพื้นที่ส่วนกลาง หรือการเลือกใช้ชีวิตในที่พักอาศัยที่มีพื้นที่สีเขียวเข้าถึงง่าย คือการลงทุนเพื่อสุขภาพจิตที่ยั่งยืน
ชีวิตบนตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ มักมาพร้อมกับความสะดวกสบาย วิวพาโนรามาที่สวยสะกดตา และการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว แต่ในความสมบูรณ์แบบนั้น เรากลับตัดขาดจากพื้นโลกโดยไม่รู้ตัว หลายคนตื่นมาในห้องสี่เหลี่ยม เดินบนพื้นลามิเนต ใส่รองเท้าหนาเตอะก้าวลงลิฟต์ และใช้ชีวิตทั้งวันบนพื้นคอนกรีตหรือยางมะตอย การไม่ได้สัมผัสธรรมชาติเลยส่งผลต่อสภาวะอารมณ์และร่างกายอย่างเงียบเชียบ จนเกิดอาการที่เรียกว่า City Burnout
Grounding หรือ Earthing คือศาสตร์ที่ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังว่าด้วยการเชื่อมต่อพลังงานไฟฟ้าในร่างกายเข้ากับพื้นผิวโลก เพื่อคืนสมดุลให้กับระบบภายในที่รวนเรจากการใช้ชีวิตแบบ Digital Nomad หรือชาวออฟฟิศที่จ้องหน้าจอวันละ 8-10 ชั่วโมง
สำหรับคนที่อาศัยอยู่บนตึกสูง การทำ Grounding คือการ Reboot ตัวเองที่ง่ายและประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงแค่ถอดรองเท้าแล้วปล่อยให้เท้าเปล่าได้ทำความรู้จักกับผืนหญ้าหรือดินจริง ๆ เท่านั้น

ลองจินตนาการว่าร่างกายมนุษย์คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นหนึ่ง หรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ถ่านไฟฉาย ในชีวิตประจำวัน เราถูกห้อมล้อมด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจาก Wi-Fi, มือถือ, คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าสารพัดชนิด สิ่งเหล่านี้ทำให้ร่างกายสะสมประจุบวก (Positive Charge) มากเกินไป จนเกิดสภาวะไม่สมดุล เมื่อประจุบวกมีมากเกินไปจะส่งผลให้เกิด อนุมูลอิสระ ในเซลล์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเสื่อมถอยและความเครียดสะสม
ทำไมต้องหาขั้วลบ? พื้นผิวโลกมีความเป็น ‘ขั้วลบ’ โดยธรรมชาติ เพราะเต็มไปด้วยอิเล็กตรอน (Electrons) ที่มีประจุลบมหาศาล เมื่อเราสัมผัสพื้นโลกด้วยผิวหนังโดยตรง อิเล็กตรอนจากดินจะไหลเข้าสู่ร่างกายเพื่อไปสะเทินประจุบวกที่มากเกินไป

การทำ Grounding ไม่ได้แค่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น แต่มีผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ผ่านค่าทางชีวเคมีในร่างกาย โดยเฉพาะเรื่อง Mental Health และการลดการอักเสบ
- ปิดสวิตช์ความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) คือตัวแทนของความเครียด หากฮอร์โมนนี้พุ่งสูงตลอดเวลาจากการทำงานหนักหรือพักผ่อนน้อย จะส่งผลให้เรานอนไม่หลับ กระสับกระส่าย และภูมิคุ้มกันต่ำ การศึกษาพบว่าคนที่ทำ Grounding อย่างต่อเนื่องจะมีระดับคอร์ติซอลที่คงที่และลดลงในช่วงกลางคืน ช่วยให้การนอนหลับมีคุณภาพมากขึ้น (Deep Sleep) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของ ธรรมชาติฮีลใจ
- ลดอาการอักเสบเรื้อรัง อาการปวดเมื่อยตามตัว ออฟฟิศซินโดรม หรือแม้แต่ความรู้สึกล้าสะสม มักมีสาเหตุมาจากการอักเสบระดับเซลล์ อิเล็กตรอนจากพื้นดินทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จากธรรมชาติที่ทรงพลังที่สุด ช่วยลดอาการบวมและอักเสบได้โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด
- ปรับสมดุลระบบประสาท Grounding ช่วยเปลี่ยนโหมดร่างกายจากตื่นตัว ไปสู่โหมดพักผ่อน ทำให้หัวใจเต้นในจังหวะที่สม่ำเสมอขึ้น ความดันโลหิตลดลง และจิตใจสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว

สำหรับชาวคอนโดฯ ที่อยู่ชั้น 20 หรือ 30 การจะหาพื้นดินสัมผัสอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นี่คือเทคนิคการทำ Grounding ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมือง
- ใช้ส่วนกลางให้เป็นประโยชน์ คอนโดฯ สมัยใหม่มักมี Garden Facility หรือ Rooftop Garden ลองสละเวลา 15-20 นาทีในช่วงเช้าหรือเย็น ถอดรองเท้าเดินบนสนามหญ้าจริงๆ (ที่ไม่ใช่หญ้าเทียม) หรือนั่งพักผ่อนโดยให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินหรือพื้นหิน
- เลือกพื้นผิวที่นำไฟฟ้า หากหาผืนหญ้าไม่ได้ พื้นปูนหรือพื้นกระเบื้องที่วางอยู่บนดินโดยตรง ก็สามารถนำไฟฟ้าได้เช่นกัน (ยกเว้นพื้นไม้ พื้นยาง หรือพื้นยางมะตอยที่ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันไฟฟ้า)
- ความเปียกชื้นคือตัวช่วย หากหญ้าหรือดินมีความชื้นหรือเปียกน้ำเล็กน้อย จะช่วยให้การนำอิเล็กตรอนเข้าสู่ร่างกายทำได้ดีขึ้นมาก ดังนั้นการเดินเล่นในสวนหลังฝนตกจึงเป็นช่วงเวลา Gold Standard ของการทำ Grounding
- ทำสมาธิแบบ Open-Eye ในขณะที่เท้าสัมผัสพื้นดิน ให้โฟกัสไปที่ความรู้สึกของฝ่าเท้า ปล่อยวางเรื่องงานในมือถือ แล้วสังเกตลมหายใจ วิธีนี้เป็นการรวมการฝึก Mindfulness เข้ากับ Grounding ซึ่งจะช่วยฟื้นฟู Mental Health ได้แบบคูณสอง






