ลังเลอยู่ใช่ไหม? 5 Checklist สำรวจตัวเองว่า ‘ประกัน’ คือภาระหรือตัวช่วยในวันที่จำเป็น

Highlights

  • การแบกรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมดอาจทำให้แผนการเงินพังทลายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน การโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกัน จึงเป็นหนึ่งในการรักษาสภาพคล่องที่คนรุ่นใหม่ควรพิจารณา
  • อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลในไทยเฉลี่ยสูงถึง 8-10% ต่อปี เงินสำรองฉุกเฉินที่มีอาจไม่ทันต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคต่างๆ ที่แพงขึ้นทุกวัน
  • ความสบายใจที่ได้จากการมีหลักประกันที่มั่นคง ถือเป็นการลงทุน (Investment) อย่างหนึ่งที่ช่วยลดความเครียด และเปิดโอกาสให้เราใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ที่ต้องการได้อย่างเต็มที่

ในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับคำว่า ‘อิสระ’ ไม่ว่าจะเป็นอิสระในการใช้ชีวิต อิสระในการทำงาน หรือที่ฮิตที่สุดอย่าง ‘อิสระทางการเงิน’ และเรามักจะทุ่มเทเวลาไปกับการหาวิธีสร้างรายได้ การทำธุรกิจ และการ Investment ในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้เงินงอกเงย แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพูดถึงจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการ วางแผนการเงิน อย่าง ‘ประกัน’ หลายคนกลับรู้สึกลังเล และเกิดคำถามในใจว่า สิ่งนี้คือเกราะป้องกันที่จำเป็น หรือเป็นแค่ภาระค่าใช้จ่ายรายปีที่คอยดึงเงินออกจากกระเป๋ากันแน่

เพื่อช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า แบบไหนที่คุ้มค่ากับอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่ากัน ชวนมาสแกนตัวเองผ่าน 5 Checklist นี้ไปพร้อม ๆ กัน

Checklist 1 สวัสดิการที่มีอยู่ประกันสังคม หรือ ประกันกลุ่ม ครอบคลุมหรือไม่?

เวลาพูดถึงเรื่องสุขภาพ หลายคนมักจะบอกว่า ‘มีสวัสดิการของบริษัทอยู่แล้ว’ หรือ ‘ใช้สิทธิประกันสังคมก็ได้’ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราควรใช้ประโยชน์ แต่คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ สวัสดิการเหล่านั้น ครอบคลุม จริงหรือเปล่าในยุคนี้

ลองหยิบกรมธรรม์ประกันกลุ่มของออฟฟิศมาพลิกดูรายละเอียดกันสักนิด จะพบว่าส่วนใหญ่มักให้ค่าห้องพักรักษาตัว (IPD) อยู่ที่ประมาณ 1,500 – 3,000 บาทต่อคืน และมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อครั้งแบบจำกัด ส่วนประกันสังคมแม้จะครอบคลุมการรักษาโรคร้ายแรงได้ แต่ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดเรื่องคิวการรักษาที่ยาวนาน การรอพบแพทย์เฉพาะทาง และประเภทของยาที่ถูกจำกัดไว้ตามบัญชียาหลัก

ดังนั้น หากลองคำนวณส่วนต่างค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะต้องจ่ายเพิ่มเอง แล้วพบว่าเป็นตัวเลขที่ทำให้สะดุ้ง การมีหลักประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่มเติม ก็อาจจะเปลี่ยนสถานะจากภาระ เป็น ‘ตัวช่วย’ ที่ทำให้เราเข้าถึงการรักษาที่ดีและรวดเร็วได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องส่วนต่าง

Checklist 2 เงินสำรองฉุกเฉินที่มี สามารถจ่ายค่าผ่าตัด ได้โดยไม่กระทบแผนการเงินอื่น หรือเปล่า?

กฎเหล็กของการ วางแผนการเงิน พื้นฐานคือ การมีเงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย แต่สมมติว่าเรามีเงินสำรองก้อนนี้อยู่ 150,000 บาท แล้ววันดีคืนดีเกิดแจ็คพอตแตก ต้องผ่าตัดไส้ติ่งด่วนในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งบิลค่ารักษาอาจจะทะลุ 100,000 บาทไปอย่างง่ายดาย นั่นแปลว่าเงินสำรองที่เราเก็บหอมรอมริบมาหลายปี จะถูกสูบออกไปจนเกือบหมดเกลี้ยงในชั่วข้ามคืน

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลสถิติจากธุรกิจประกันภัยยังระบุว่า อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทย ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 8-10% ต่อปี ซึ่งโตเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่าตัว การแบกรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด จึงหมายความว่าเราต้องแข่งกับค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ หากเงินสำรองที่เรามี ไม่สามารถรองรับบิลค่ารักษาหลักแสนหรือหลักล้านได้โดยไม่กระทบกับแผนการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือเงินเกษียณ การแบ่งเงินบางส่วนมาซื้อความคุ้มครองเพื่อล็อกความเสี่ยงเอาไว้ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดกว่าการพึ่งพากระปุกออมสินเพียงอย่างเดียว

Checklist 3 ไลฟ์สไตล์แบบเรา มีความเสี่ยงด้านไหนที่ซ่อนอยู่?

ชีวิตคนรุ่นใหม่เต็มไปด้วยความสุดเหวี่ยง ทั้งทำงานหนักแบบ Work Hard, Play Harder บางคนมีไลฟ์สไตล์ชอบทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์ เดินป่า ดำน้ำ เล่นเซิร์ฟ หรือบางคนอาจจะแค่เป็นสายคาเฟ่ฮอปปิ้งที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลภาวะ ฝุ่น PM 2.5 และความเครียดจากการทำงานที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์วันละหลายสิบชั่วโมง

ความเสี่ยงเหล่านี้ล้วนซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังไลฟ์สไตล์สุดชิค ไม่ว่าจะเป็นโรคฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรม ไปจนถึงโรคร้ายแรงที่อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ลองประเมินพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเองดูว่า เรามีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุมากน้อยแค่ไหน หากไลฟ์สไตล์ของเรามาพร้อมกับความสุ่มเสี่ยง การมีเกราะป้องกันไว้คอยรองรับแรงกระแทก ย่อมดีกว่าการปล่อยให้ตัวเองต้องไปลุ้นหน้างานเมื่อวิกฤตมาถึง

Checklist 4 มีคนข้างหลัง หรือหนี้สิน ที่อาจทิ้งภาระให้คนข้างหลังหรือไม่?

ข้อนี้สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว หลายคนกำลังผ่อนคอนโด ผ่อนรถ หรือเป็นเสาหลักที่ต้องคอยส่งเสียดูแลคุณพ่อคุณแม่ หากวันหนึ่งเราเกิดหยุดทำงานกะทันหัน ไม่ว่าจะจากอาการบาดเจ็บ ล้มป่วยยาวนาน หรือเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ภาระหนี้สินทั้งหมดนี้จะตกไปอยู่กับใคร?

ถ้าคำตอบคือ พ่อแม่ พี่น้อง หรือคนรักจะต้องมารับหนี้ก้อนนี้แทน นั่นหมายความว่าความเสี่ยงของเรากำลังผูกติดกับอนาคตของคนรอบข้าง การทำประกันชีวิตจึงไม่ใช่การแช่งตัวเอง แต่คือการแสดงความรับผิดชอบ และเป็นการการันตีว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ทรัพย์สินที่เราตั้งใจสร้างมาจะไม่กลายเป็นหนี้สินที่ทิ้งไว้ให้คนข้างหลังลำบาก การเซตระบบความปลอดภัยตรงนี้ให้เรียบร้อย จะช่วยให้เราออกไปใช้ชีวิตและไล่ล่าความฝันได้อย่างเต็มที่ ไร้ความกังวล

Checklist 5 ความสบายใจ มีมูลค่าเท่าไหร่ในใจเพื่อนๆ ?

ในทางเศรษฐศาสตร์ เราอาจจะวัดความคุ้มค่าเป็นตัวเลขกำไรขาดทุน แต่ในทางการใช้ชีวิต ‘ความสบายใจ’ คือสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ ลองจินตนาการดูว่า การใช้ชีวิตโดยที่รู้อยู่เต็มอกว่า ถ้าป่วยหนักขึ้นมาจะเอาเงินที่ไหนจ่าย หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุจะทำอย่างไร ความเครียดและความกังวลลึก ๆ เหล่านี้ จะคอยกัดกินพลังงานชีวิตเราไปทีละน้อย

ในทางกลับกัน การรู้ว่าตัวเองได้รับการปกป้องจากระบบที่เราออกแบบไว้แล้วอย่างรัดกุม ไม่ว่าจะป่วยหนักแค่ไหนก็มีคนจ่ายค่ารักษาให้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนข้างหลังก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ความรู้สึกปลอดภัยนี้แหละ คือสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล มันคือฐานรากที่มั่นคงที่ช่วยให้เรากล้าที่จะเทคความเสี่ยงในมิติอื่นๆ ของชีวิต เช่น กล้าที่จะย้ายงาน กล้าที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ หรือกล้าที่จะนำเงินไป Investment ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น

 

Related Posts

Leave a Comment

Categories

Recent Posts

Popular Tags

Scroll to Top