ปกติแล้วระบบภาษีที่เราคุ้นเคยคือ ‘ระบบภาษีแบบก้าวหน้า’ หรือ Progressive Tax นั่นคือ ยิ่งมีรายได้มากก็ยิ่งต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลใช้มานานเพื่อจัดเก็บรายได้ไปพัฒนาประเทศ แต่สำหรับคนที่รายได้น้อยหรือไม่มีรายได้เลย พวกเขาอาจไม่ได้รับผลประโยชน์จากระบบนี้มากนัก
แต่ Negative Income Tax หรือ ภาษีเงินได้ติดลบ จะพลิกมุมมองเรื่องภาษีไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังคือ ถ้าหากรายได้ของเพื่อน ๆ ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือเกณฑ์ที่รัฐกำหนดไว้ เพื่อน ๆ จะไม่ต้องจ่ายภาษี แถมรัฐยังจะโอนเงินคืนให้อีกด้วย ยิ่งมีรายได้น้อยมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เงินคืนมากเท่านั้น ทำให้การยื่นภาษีกลายเป็นการได้รับสวัสดิการทางอ้อมอย่างแท้จริง
ลองจินตนาการว่ารัฐบาลกำหนดเส้นแบ่งรายได้ไว้ที่ 200,000 บาทต่อปี
ถ้าเพื่อน ๆ มีรายได้ 300,000 บาทต่อปี เท่ากับรายได้ของเพื่อน ๆ สูงกว่าเกณฑ์ แน่นอนว่าจะต้องเสียภาษีตามปกติ ซึ่งก็คือ Positive Income Tax
แต่ถ้าเพื่อน ๆ มีรายได้ 150,000 บาทต่อปี นั่นหมายความว่ารายได้ของเพื่อน ๆ ต่ำกว่าเกณฑ์ จึงไม่ต้องจ่ายภาษี แถมยังจะได้รับเงินคืนจากรัฐบาล ซึ่งนี่แหละคือ Negative Income Tax
หลักการสำคัญคือ ‘การเติมเต็มรายได้’ รัฐจะช่วยเติมเงินในส่วนที่ขาดหายไปเพื่อให้รายได้สุทธิของคุณถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งแนวคิดนี้มาจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง อย่าง Milton Friedman ตั้งแต่ปี 1962 และถูกนำมาใช้ทดลองในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ในช่วงยุค 70s แล้วเงินที่รัฐจะโอนคืนให้นี้มาจากไหน? คำตอบคือมาจากเงินภาษีที่เก็บได้จากกลุ่มคนที่มีรายได้สูงนั่นเอง ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
การที่รัฐบาลยอมจ่ายเงินให้ประชาชนไม่ใช่แค่การแจกเงินเพื่อหวังคะแนนนิยม แต่มีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้นมากมาย
1. ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ขั้นต่ำ Negative Income Tax ช่วยให้คนรายได้น้อยมีเงินพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับรากฐาน ทำให้ผู้คนมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคหรือความช่วยเหลือฉุกเฉินเพียงอย่างเดียว
2. ประสิทธิภาพและความโปร่งใสของสวัสดิการ ระบบที่เรียบง่ายแทนที่จะต้องมีหลายโครงการสวัสดิการซับซ้อน เช่น เงินช่วยเหลือเด็กเล็ก, เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ, เงินช่วยเหลือคนพิการ เป็นต้น รัฐบาลสามารถใช้ Negative Income Tax เพียงอย่างเดียวเพื่อรวมการช่วยเหลือทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้นและลดต้นทุน และเมื่อเงินช่วยเหลือถูกโอนผ่านระบบภาษีที่โปร่งใส การทุจริตและการรั่วไหลของเงินทุนก็จะทำได้ยากขึ้น
3. กระตุ้นเศรษฐกิจและการทำงาน สร้างแรงจูงใจในการทำงาน หลายคนอาจสงสัยว่าการได้เงินฟรีจะทำให้คนไม่อยากทำงานใช่ไหม แต่ในทางกลับกัน Negative Income Tax จะสร้างแรงจูงใจให้คนอยากทำงานมากขึ้น เพราะยิ่งทำงานมากเท่าไหร่ รายได้ที่มาจากงานและเงินช่วยเหลือจากรัฐก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน ทำให้คนรู้สึกว่าการทำงานหนักขึ้นมีความคุ้มค่ามากกว่าการไม่ทำอะไรเลย เมื่อผู้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น พวกเขาก็มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต่าง ๆ ขายสินค้าได้มากขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ถึงแม้จะมีข้อดีมากมาย แต่นโยบายนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำมาใช้จริง เพราะมีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ:
- ภาระงบประมาณของรัฐ: การจ่ายเงินให้ประชาชนจำนวนมากย่อมต้องใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่องบประมาณโดยรวมของประเทศในระยะยาว
- การเลิกจ้างงาน: มีข้อกังวลว่าหากรัฐจ่ายเงินช่วยเหลือมากเกินไป อาจส่งผลให้แรงงานบางส่วนเลือกที่จะออกจากระบบแรงงาน หรือยอมทำงานในงานที่ได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าเดิม
- คำจำกัดความของความยากจน: การกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำอาจเป็นเรื่องท้าทาย เพราะจะต้องมีการศึกษาและปรับปรุงตัวเลขให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา
- การลดลงของรายได้ภาษี: เมื่อมีคนจำนวนมากที่ได้รับเงินคืนจากรัฐ รายได้จากภาษีของรัฐบาลก็จะลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะอื่น ๆ ในระยะยาว