Highlights
- Retention คือ การเจรจาขอลดดอกเบี้ยบ้านกับธนาคารเดิมเมื่อผ่อนครบ 3 ปี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย โดยธนาคารจะใช้ฐานข้อมูลเดิมพิจารณา ทำให้กระบวนการอนุมัติรวดเร็วและประหยัดเวลา
- การ Retention มีข้อดีคือไม่ต้องเตรียมเอกสารใหม่ ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอย่างค่าประเมินหรือค่าจดจำนอง รู้ผลอนุมัติไวใน 1-2 สัปดาห์ และคุ้มค่ามากหากยอดหนี้คงเหลือน้อยกว่า 1-2 ล้านบาท
- การที่ธนาคารให้ทำ Retention ช่วยให้รักษาลูกค้าที่ประวัติผ่อนชำระดีไว้ เนื่องจากต้นทุนการดูแลต่ำกว่าหาลูกค้าใหม่มาก และยังช่วยป้องกันไม่ให้ลูกค้าย้ายฐานหนี้ไปอยู่กับธนาคารคู่แข่ง
- Retention vs Refinance ต่างกันในหลาย ๆ ด้าน Retention สะดวก รวดเร็ว และแทบไม่มีค่าดำเนินการ แต่ดอกเบี้ยอาจลดไม่มาก ส่วน Refinance ให้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่แลกมาด้วยขั้นตอนยุ่งยากและค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
เมื่อเราผ่อนบ้านมาได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อผ่อนครบ 3 ปี ดอกเบี้ยมักจะปรับตัวสูงขึ้นตามเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ทำให้หลายคนต้องมองหาวิธีลดภาระค่าใช้จ่าย การทำ Retention เป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยลดดอกเบี้ยได้ดี บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับกลไกของ Retention เพื่อให้เราสามารถวางแผนยื่นขอได้อย่างถูกต้อง
Retention คืออะไร?

Retention คือการเจรจาต่อรองเพื่อขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับธนาคารเดิมที่เรากำลังผ่อนชำระอยู่ เพื่อช่วยให้เราได้รับอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต่ำลงอย่างมากเมื่อหมดระยะเวลาโปรโมชันช่วงแรก โดยปกติการขอสามารถทำได้อย่างเป็นทางการเมื่อเราผ่อนบ้านครบกำหนด 3 ปี เป็นวิธีที่ง่ายเพราะธนาคารมีฐานข้อมูลการเงินของเราอยู่แล้ว ทำให้กระบวนการพิจารณาใช้เวลาไม่นาน เราจึงสามารถประหยัดค่าดอกเบี้ยในแต่ละเดือนได้ด้วย
รีไฟแนนซ์บ้าน คืออะไร
รีไฟแนนซ์ คือการขอสินเชื่อก้อนใหม่จากธนาคารแห่งใหม่ เพื่อนำเงินไปปิดยอดหนี้คงเหลือทั้งหมดกับธนาคารเดิม จุดประสงค์หลักคือการหาอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า การรีไฟแนนซ์เปรียบเสมือนการเริ่มต้นกระบวนการกู้ยืมใหม่ตั้งแต่ต้น จึงต้องมีการประเมินหลักทรัพย์ใหม่ เตรียมเอกสารแสดงรายได้ใหม่ทั้งหมด และมีค่าใช้จ่ายจุกจิกในการจดจำนอง ซึ่งมีความซับซ้อนและแตกต่างจากการยื่นขอ Retention
ข้อดีของการ Retention คืออะไร?

- ไม่ต้องเตรียมเอกสารใหม่ให้วุ่นวาย เพราะธนาคารเดิมมีประวัติการผ่อนชำระของเราอยู่แล้ว จึงมักใช้เพียงสัญญาเดิมและบัตรประชาชน ทำให้เราไม่เสียเวลา
- ไม่มีต้นทุนแฝง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายค่าประเมินหลักทรัพย์ใหม่ ไม่ต้องเสียค่าจดจำนองที่กรมที่ดิน และไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าต่าง ๆ
- รู้ผลอนุมัติเร็ว เนื่องจากไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่มาประเมินบ้าน การพิจารณาอนุมัติจึงใช้เวลาสั้น โดยทั่วไปจะรู้ผลและอนุมัติภายใน 1-2 สัปดาห์
- ไม่กระทบวงเงินและรักษาสภาพคล่อง การยื่นขอจะประเมินจากยอดหนี้คงเหลือ ณ ปัจจุบัน ทำให้เราสามารถวางแผนการเงินต่อได้ง่าย นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างเครดิตที่ดีกับธนาคารเดิม ซึ่งอาจส่งผลดีหากเราต้องการขอสินเชื่อประเภทอื่นในอนาคต
- คุ้มค่าสำหรับยอดหนี้ที่ไม่สูงมาก หากยอดหนี้ของเราเหลือไม่ถึง 1-2 ล้านบาท การเลือกรับข้อเสนอ Retention ย่อมคุ้มค่ากว่าแน่นอน เพราะหากคำนวณส่วนต่างดอกเบี้ยที่ลดลง หักลบกับค่าธรรมเนียมการย้ายธนาคารแล้ว
ทำไมธนาคารยอมให้ทำ Retention
เหตุผลหลัก ๆ คือธนาคารต้องการรักษาฐานลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดีเอาไว้ การอนุมัติ Retention ให้ลูกค้าเดิมมีต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่มาก นอกจากนี้การเสนอโปรโมชันยังช่วยป้องกันไม่ให้ลูกค้าย้ายฐานหนี้ไปอยู่กับธนาคารคู่แข่ง เป็นกลยุทธ์ที่เกิดประโยชน์ต่อทั้งฝ่ายผู้กู้และฝ่ายธนาคารเอง
Retention vs Refinance ต่างกันอย่างไร?

แม้ว่าเป้าหมายปลายทางของการทำ Retention และการย้ายธนาคารคือการลดภาระดอกเบี้ยเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดของการดำเนินการนั้นมีความแตกต่างกัน การทำความเข้าใจความต่างนี้จะช่วยให้เราเลือกทางเลือกได้อย่างเหมาะสม
ความสะดวกและรวดเร็ว
หากมองมุมความสะดวก การทำ Retention ถือว่าตอบโจทย์มากที่สุด เพราะกระบวนการดำเนินการใช้เอกสารน้อยมาก บางครั้งยื่นเพียงบัตรประชาชนและสัญญาเดิมก็สามารถขอได้ การพิจารณาอนุมัติมักใช้เวลาเพียงไม่กี่วันทำการ ในขณะที่การย้ายธนาคารต้องเตรียมเอกสารใหม่ทั้งหมด นัดหมายเจ้าหน้าที่เข้าประเมินบ้าน และต้องเสียเวลาไปทำธุรกรรมที่กรมที่ดิน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
เรื่องค่าใช้จ่ายถือเป็นอีกจุดที่การทำ Retention ได้เปรียบอย่างมาก เพราะแทบจะไม่มีค่าใช้จ่าย หรืออาจมีเพียงค่าธรรมเนียมเล็กน้อย แต่การย้ายธนาคารใหม่จะมีต้นทุนสูง ทั้งค่าประเมินราคา ค่าจดจำนอง ค่าอากรแสตมป์ และค่าประกันชีวิตใหม่ ดังนั้นหากเราลองคำนวณแล้วพบว่าดอกเบี้ยที่ลดลงจากการย้ายธนาคารไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ การตัดสินใจเลือกทำ Retention กับธนาคารเดิมย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
อัตราดอกเบี้ย
ในด้านความคุ้มค่าของอัตราดอกเบี้ย การย้ายธนาคารมักเสนอโปรโมชันที่ดึงดูดใจและให้เรตที่ต่ำกว่าการทำ Retention เสมอ โดยทั่วไปดอกเบี้ย Retention อาจลดลงเพียงเล็กน้อย แต่การย้ายไปที่ใหม่สามารถดึงดอกเบี้ยลงไปได้ลึกกว่าในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม เราต้องนำอัตราดอกเบี้ยมาเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยที่ใหม่โดยหักลบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากยอดหนี้ของเราเหลือน้อย การใช้อัตราดอกเบี้ย Retention อาจให้ผลลัพธ์สุทธิที่ดีกว่าการย้าย
ขั้นตอนการขอ Retention ให้ได้ดอกเบี้ยดี
- สำรวจอายุสัญญาเดิมก่อนขอ
- เช็กยอดหนี้เพื่อคำนวณความคุ้มค่า เพื่อใช้เป็นฐานตัวเลขประเมินว่าดอกเบี้ย
- หาข้อมูลโปรโมชันคู่แข่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ
- ติดต่อนัดหมายเพื่อยื่นเรื่อง หรือโทรหา Call Center เพื่อแจ้งความประสงค์
- เจรจาและพิจารณาข้อเสนอ หากเรามีประวัติการชำระดี ธนาคารอาจอนุมัติในเรตที่พิเศษขึ้น
- ลงนามรับเงื่อนไขใหม่ เมื่อพอใจกับข้อเสนอ ให้เซ็นเอกสารยืนยันการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
สรุปบทความ
การทำ Retention คือการเจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านกับธนาคารเดิมที่เราผ่อนชำระอยู่ ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็ว ใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องเสียค่าประเมินหลักทรัพย์ใหม่ และไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิก ซึ่งต่างจากการรีไฟแนนซ์ที่เป็นการย้ายไปธนาคารใหม่ แม้จะลดดอกเบี้ยได้มากกว่าแต่มีขั้นตอนซับซ้อนและมีค่าธรรมเนียมสูง ดังนั้นหากเรามียอดหนี้เหลือน้อยและต้องการประหยัดเวลา การ Retention จะตอบโจทย์ที่สุด แต่หากยอดหนี้ยังสูงและต้องการลดดอกเบี้ยให้ต่ำสุด การรีไฟแนนซ์ย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
FAQ รวมคำถามที่พบบ่อย
ต้องผ่อนบ้านกี่ปีถึงขอ Retention ได้?
โดยปกติเราสามารถยื่นเรื่องขอได้เมื่อผ่อนชำระครบ 3 ปีเต็ม หรือเมื่อสิ้นสุดโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยพิเศษตามที่ระบุในสัญญา หากยื่นขอก่อนกำหนดอาจมีค่าปรับตามเงื่อนไขของธนาคาร
Retention มีค่าธรรมเนียมเท่าไหร่?
การทำ Retention แทบจะไม่มีค่าใช้จ่าย หรืออาจมีเพียงค่าธรรมเนียมการจัดการประมาณ 1% ของยอดหนี้คงเหลือ ซึ่งบางธนาคารอาจยกเว้นค่าธรรมเนียมให้กับลูกค้าที่มีประวัติผ่อนชำระดี
ขอ Retention บ่อยแค่ไหน?
เราสามารถยื่นขอได้ทุก ๆ 3 ปี หรือทุกครั้งที่รอบโปรโมชันดอกเบี้ยของการทำ Retention ครั้งก่อนสิ้นสุดลง การรักษาเครดิตให้ดีสม่ำเสมอจะช่วยให้การขอในครั้งต่อ ๆ ไปผ่านง่ายขึ้น






