S&P 500 คืออะไร ทำไมนักลงทุนพูดถึงเยอะ?

Highlights

  • ตะกร้าคัดคนเก่ง รวม 500 บริษัทที่แกร่งที่สุดในสหรัฐฯ ไว้ในที่เดียว มีระบบคัดหุ้นเน่าออกและเติมหุ้นรุ่งเข้าพอร์ตให้เราแบบอัตโนมัติ
  • เริ่มได้แม้เบี้ยน้อย ไม่ต้องรวยก็เป็นเจ้าของ Apple หรือ Google ได้ ผ่านกองทุนรวมหรือ DRx เริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาท
  • ถือยาวคือทางชนะ สถิติชี้ว่าการลงทุนระยะยาวใน S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8-10% ต่อปี ซึ่งชนะเงินเฟ้อและสร้างความมั่งคั่งได้จริง

ถ้าการซื้อสลากออมสินคือการลุ้น และการฝากประจำคือการรอ การลงทุนใน S&P 500 คือการ ‘ขี่กระแส’ นวัตกรรมของโลก สาเหตุที่นักลงทุนพูดถึงดัชนีนี้กันเยอะ เพราะมันคือกระจกสะท้อนเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา

ลองเช็คลิสต์สิ่งรอบตัวดูสิ:

  • เราใช้ iPhone หรือ MacBook (Apple)
  • เราไถฟีด Facebook หรือดู Reels (Meta)
  • เราค้นหาข้อมูลผ่าน Google (Alphabet)
  • เราสั่งกาแฟด้วยบัตร Visa หรือ Mastercard
  • หรือแม้แต่รองเท้าวิ่งที่ใส่ (Nike)

บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ดัง แต่คือส่วนหนึ่งของ S&P 500 เมื่อบริษัทเหล่านี้กำไรโต ราคาหุ้นขึ้น คนที่ถือดัชนี S&P 500 ก็รวยขึ้นตามไปด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนรุ่นใหม่ที่มองการณ์ไกลถึงเลิกมองแค่การออมแบบเดิมๆ แล้วหันมาสนใจการเป็น ‘เจ้าของร่วม’ ในบริษัทเปลี่ยนโลกเหล่านี้

หากจะอธิบายให้เห็นภาพที่สุด S&P 500 คือตะกร้าที่รวมเอาหุ้นของบริษัทมหาชนที่ใหญ่ที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดในสหรัฐอเมริกาจำนวน 500 บริษัทมาไว้ด้วยกัน และมีจุดเด่นสำคัญดังนี้

  1. คัดเฉพาะตัวท็อป ไม่ใช่บริษัทไหนจะเข้าไปอยู่ก็ได้ แต่ต้องมีมูลค่าตลาดสูง มีสภาพคล่อง และมีกำไรติดต่อกันตามเกณฑ์ที่เข้มงวด
  2. กระจายความเสี่ยงอัตโนมัติ เมื่อลงทุนใน S&P 500 เงินของเพื่อน ๆ จะถูกกระจายไปยัง 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยี, พลังงาน, การแพทย์, ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
  3. มีระบบคัดออก บริษัทไหนที่ผลงานแย่หรือมูลค่าลดลงจนไม่ติด Top 500 จะถูกคัดออกจากดัชนี และมีบริษัทดาวรุ่งดวงใหม่เข้ามาเสียบแทนเสมอ ทำให้ดัชนีนี้ ‘สดใหม่’ และแข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา

สรุปสั้นๆ การลงทุนใน S&P 500 คือการซื้อความสำเร็จรวมหมู่ของเศรษฐกิจอเมริกา โดยที่เพื่อน ๆ ไม่ต้องมานั่งเลือกหุ้นรายตัวให้ปวดหัว

เป็นมือใหม่ก็มีส่วนร่วมกับบริษัทระดับโลกได้ และไม่จำเป็นต้องรอมีเงินหลักแสนหลักล้านก็เริ่มได้ เมื่อศึกษาอย่างถ่องแท้ เพราะปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ทำให้คนวัยเริ่มทำงานก็เข้าถึง S&P 500 ได้ง่ายๆ ผ่าน 3 ช่องทางหลัก

  1. กองทุนรวมดัชนี (Index Fund / Mutual Fund) นี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดในไทย คุณสามารถเดินเข้าไปในธนาคารหรือเปิดแอปฯ ลงทุน แล้วมองหากองทุนที่มีชื่อว่า USA หรือ S&P 500 กองทุนเหล่านี้จะนำเงินของเราไปซื้อหุ้นทั้ง 500 ตัวตามสัดส่วนดัชนี ข้อดีคือเริ่มด้วยเงินเพียง 1 บาท  และมีผู้จัดการกองทุนดูแลเรื่องภาษีและการแลกเปลี่ยนเงินตราให้เสร็จสรรพ
  1. DR หรือ DRx (Depositary Receipt) นวัตกรรมใหม่ในตลาดหุ้นไทยที่ช่วยให้เราซื้อหุ้นต่างประเทศได้ผ่านแอปฯ Streaming ที่เราใช้เทรดหุ้นไทยนี่แหละ โดย DRx (Fractional DR) ช่วยให้เราซื้อเป็นจำนวนเงินบาทได้เลย เช่น อยากลงทุนใน S&P 500 สัก 500 บาท ก็ทำได้ทันทีในเวลาทำการของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
  1. ETF (Exchange Traded Fund) สำหรับใครที่อยากไปให้สุด สามารถเปิดบัญชีหุ้นต่างประเทศเพื่อซื้อ ETF ชื่อดังอย่าง VOO (Vanguard S&P 500 ETF) หรือ SPY (SPDR S&P 500 ETF Trust) โดยตรง วิธีนี้จะได้ราคา Real-time และค่าธรรมเนียมการจัดการ (Expense Ratio) ที่ต่ำมากจนน่าตกใจ แต่ต้องศึกษาเรื่องภาษีเงินได้ต่างประเทศเพิ่มเติมด้วย

โลกของการลงทุนไม่มีคำว่าได้มาฟรีๆ แม้ S&P 500 จะดูหอมหวานและเติบโตดีในระยะยาว (เฉลี่ยประมาณ 8-10% ต่อปีในอดีต) แต่ระหว่างทางมันก็มีเรื่องที่ต้องระวังซ่อนอยู่ เช่น

  • ความผันผวนของตลาด S&P 500 เคยติดลบหนัก ๆ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ช่วง COVID-19 หรือวิกฤตซับไพรม์ หากเป็นคนใจบาง เห็นพอร์ตแดงแล้วกินไม่ได้นอนหลับ เพื่อน ๆ ต้องประเมินตัวเองใหม่ว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน
  • ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเราลงทุนเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ต่อให้ดัชนี S&P 500 ขึ้น แต่ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทอาจจะลดลงได้
  • นโยบายเศรษฐกิจและดอกเบี้ย S&P 500 ไวต่อการประกาศดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มาก หากดอกเบี้ยพุ่งสูง ตลาดหุ้นมักจะกดดันและราคาอาจร่วงลงได้
  • การกระจุกตัวในกลุ่ม Tech ปัจจุบันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Magnificent Seven) มีอิทธิพลต่อดัชนีสูงมาก หากกลุ่มนี้ร่วง ดัชนีภาพรวมก็จะสั่นไหวตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

Related Posts

Leave a Comment

Categories

Recent Posts

Popular Tags

Scroll to Top